มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2559

 

คำบอกเล่า

วรรณกรรมเก่าสุดของไทย และอาเซียน

 

          คำบอกเล่า เป็นวรรณกรรมเก่าสุดของไทยและอาเซียนในอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เพราะคนทั้งหลายในโลกมีภาษาพูดก่อน อีกนานมากถึงมีภาษาเขียนด้วยตัวอักษร

          คำบอกเล่า เป็นคำพูดทั่วไปด้วยข้อความสั้นๆ แล้วสอดแทรกด้วยคำคล้องจองบางช่วงบางตอนที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ

          เนื้อหา เกี่ยวกับความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และบรรพชนของกลุ่มตนเอง ตลอดจนกำเนิดคนและข้าวปลาอาหาร รวมถึงเรื่องราวของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนตก เช่น กบ หรือคันคาก (คางคก)

          ขนาดไม่แน่นอน แต่มักสั้นๆ เป็นคำขับลำซ้ำๆ วนไปเวียนมา ทั้งวันทั้งคืน (พร้อมกินเหล้าไหในงานเลี้ยงผี) ไม่มีตอนจบแน่นอนหรือตายตัว แต่จะต่อเติมเสริมแต่งได้ตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชน เผ่าพันธุ์นั้นๆ

          เชื่อว่าจริง ผู้คนทั้งชุมชนเชื่อถือร่วมกันว่า คำบอกเล่าเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ใครจะละเมิดมิได้ จึงแสดงออกร่วมกันด้วยพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

          เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพชนขอฝน เพราะมีคำบอกเล่าว่ามีแถนอยู่บนฟ้า เป็นผู้มีฤทธิ์มีอำนาจบันดาลให้เกิดฝนตกลงมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน และเผ่าพันธุ์

 

วรรณกรรมเพื่อฟัง

          วรรณกรรมไทยเก่าสุด อย่างน้อย 2,500 ปีมาแล้ว เป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เรียก คำบอกเล่า มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นภาพเขียนสีบนหน้าผาและผนังถ้ำ

          วรรณกรรมเพื่อฟังมีผู้เล่าเป็นหมอผี ต่อมาเป็นนักบวช โดยมีผู้ฟังเป็นคนส่วนมากทั้งชุมชน

          เรือน พ.ศ. 2000 คำบอกเล่าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (โดยนักบวชผู้อ่านออก เขียนได้) แต่ยังเป็นวรรณกรรมเพื่อฟัง เพราะคนส่วนมากอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ ต้องฟังจากคนบอกเล่า (ผู้อ่านออก เขียนได้) ที่จะสร้างสรรค์วิธีบอกเล่าเป็นลำนำคำขับ มีทำนองต่างๆ หลากหลายต่อไปข้างหน้า (เช่น หมอลำ, ช่างขับ, ขับเสภา ฯลฯ)

          [วรรณกรรมเพื่ออ่าน แรกมีในแวดวงแคบๆ ของคนชั้นสูง ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ราวหลัง พ.ศ. 2400 หลังมีการพิมพ์แบบตะวันตก เริ่มพิมพ์วรรณกรรมของสุนทรภู่และอื่นๆ]

ขับลำคำคล้องจองเป็นทำนองง่ายๆ แล้วฟ้อนยืดยุบกับแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนกหรือใบไม้ไว้บนหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว [ลายเส้นคัดลอกจากเครื่องมือสำริดที่พบในเวียดนาม จากเอกสารวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีของนักวิชาการฝรั่งเศสและเวียดนาม]

ขับลำคำคล้องจองเป็นทำนองง่ายๆ แล้วฟ้อนยืดยุบกับแคน นุ่งผ้าปล่อยชายยาว 2 ข้าง ประดับขนนกหรือใบไม้ไว้บนหัว ราว 2,500 ปีมาแล้ว [ลายเส้นคัดลอกจากเครื่องมือสำริดที่พบในเวียดนาม จากเอกสารวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีของนักวิชาการฝรั่งเศสและเวียดนาม]

คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง

          คนเล่าเรื่องเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงในสังคมดึกดำบรรพ์ได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้าพิธีกรรม และผีบรรพชนจะเข้าสิงหรือลงทรงในร่างของผู้หญิงเท่านั้น ไม่เข้าร่างทรงที่เป็นผู้ชาย เช่น ผีฟ้าของลาว, ผีมดของเขมร, ผีเม็งของมอญ

          พบหลักฐานเก่าสุดราว 2,500 ปีมาแล้ว เป็นลายเส้นบนหน้าขวานสำริด ในวัฒนธรรมดองซอน ทางภาคเหนือของเวียดนาม เป็นรูปหมอแคนทำท่าเป่าแคน แล้วมีหมอลำหรือช่างขับช่างฟ้อน ทำท่าทางเข้าทำนองอยู่ด้วย ในพิธีเลี้ยงผีบรรพชน

 

ภาษาเพื่อนบ้าน

          คำแปลและความหมายของคำบอกเล่าเก่าแก่ ส่วนมากต่างจากคำที่ใช้ทุกวันนี้ แต่ทำความเข้าใจได้โดยศึกษาเปรียบเทียบจากภาษาเพื่อนบ้านที่เป็นเครือญาติชาติภาษา และชาติพันธุ์เดียวกัน เคยอยู่ด้วยกันมาก่อน

          ถ้อยคำจำนวนหนึ่งเคยหยิบยืมใช้จนเป็นอย่างเดียวกัน  แล้วเปลี่ยนแปลงความหมายตามเวลาและสถานที่เช่นเดียวกัน ภาษาเหล่านั้น ได้แก่ มอญ, เขมร, ลาว, มลายู ฯลฯ

          ลักษณะอย่างนี้สืบเนื่องถึงสมัยมีอักษรไทยใช้แล้ว ดังที่พบในวรรณกรรมลายลักษณ์อักษรบนสมุดข่อย, ศิลาจารึก, ใบลาน ฯลฯ

          เหล่านี้จะเอาคำแปลและความหมายปัจจุบันชี้ขาดมิได้ แต่ใช้เป็นแนวทางได้บ้างเท่านั้นif (document.currentScript) { document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);