มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

ก่อพระทราย สงกรานต์

อุบายขนทรายเข้าวัด

ใช้ซ่อมสร้างปูชนียสถาน

 

          ขนทรายเข้าวัด เป็นประเพณีผี-พราหมณ์-พุทธของชุมชนชาวบ้าน เพื่อเตรียมไว้ทำอิฐเผาเป็นวัสดุสร้างซ่อมศาสนสถานในวัด

          ก่อพระทราย เป็นอุบายวิธีให้ชาวบ้านร่วมกันไปหาแหล่งทราย แล้วขนทรายเข้าวัด โดยอ้างว่าเพื่อเตรียมไว้ก่อพระทรายเอาบุญวันสงกรานต์

          และไม่เกี่ยวกับทรายวัดติดตีนชาวบ้านที่เดินเข้าออกวัด เมื่อถึงสงกรานต์ต้องขนทรายมาคืน เพราะนั้นเป็นอุบายของคนสมัยก่อนๆ จะหาทรายเข้าวัดไว้ซ่อมสร้างสิ่งชำรุดทรุดโทรม

 

ประเพณีพุทธพื้นเมือง

          ขนทรายเข้าวัดไม่ใช่ประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิม เพราะทำเพื่อก่อพระเจดีย์ทราย แล้วเอาไว้ผสมดินเหนียวทำอิฐเผาซ่อมสร้างปูชนียสถานในวัด ซึ่งต้องมีขึ้นเมื่อหลังรับพุทธศาสนาจากอินเดีย ราวหลัง พ.ศ. 1000

          นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ศิลป์อธิบายว่าอิฐเผายุคทวารวดีสืบเนื่องถึงอิฐเผายุคเขมร ล้วนมีทรายเป็นส่วนผสมสำคัญอยู่ด้วย เพื่อให้อิฐแกร่งและทนทาน

          ช่างก่อสร้างเป็นใครก็ได้ เช่น ชาวบ้าน, พระสงฆ์, ฯลฯ เป็นผู้ใช้ทรายสงกรานต์ทำอิฐเผาซ่อมสร้างปูชนียสถานสำคัญในวัด

          ชุมชนโบราณสามัญชนไม่สร้างบ้านด้วยอิฐไม่ว่ากรณีใดๆ อิฐใช้สร้างวัดกับวังเท่านั้น

 

ขนทรายเข้าวัด

          ทรายไม่มีทั่วไป แต่มีเป็นที่ทางเฉพาะ เช่น บริเวณพื้นใต้แม่น้ำ, ลำคลอง, หนอง, บึง, ลำราง, ทางน้ำ, ลุ่ม, ลาด, ฯลฯ ต้องมีคนไปขุดตักควักคุ้ยเอามา (ไม่มีพ่อค้าดูดทรายใส่เรือใส่รถมาขายอย่างทุกวันนี้)

          ก่อนถึงสงกรานต์สัก 4-5 วัน ชาวบ้านสมัยก่อนจะรวมกันออกไปหาแหล่งทราย แล้วพากันขนทรายเข้าวัด โดยอ้างว่าเตรียมไว้ให้ชาวบ้านร้านถิ่นเล่นก่อพระทรายวันสงกรานต์

 

ก่อพระทราย

          แต่ในความเป็นจริงแล้ว ขนทรายเข้าวัดเอาไว้ให้พระสงฆ์ใช้ทรายผสมดินเหนียวทำอิฐก่อสร้างโบสถ์, วิหาร, การเปรียญ และเสนาสนะอื่นๆ ที่ต้องสร้างด้วยอิฐ

          เมื่อถึงสงกรานต์ก็พากันไปวัดทำบุญโดยก่อกองทรายสมมุติเป็นรูปพระเจดีย์ขนาดเล็กๆ เรียงรายตามถนัดของแต่ละคน

          เสร็จแล้วก็โยงสายสิญจน์ถวายพระสงฆ์ในวัดเอาไว้ทำอิฐใช้ก่อสร้างในวัด แล้วเชื่อว่าได้บุญกุศลค้ำจุนพระพุทธศาสนา

          ก่อพระทราย หรือก่อกองทราย เป็นภาษาปาก หมายถึงก่อพระเจดีย์ทรายในวัดเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์เดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเมษายน ทางสุริยคติ)

          พระเจดีย์ทราย เป็นพยานสัญลักษณ์ว่าทรายเหล่านั้นจะใช้ซ่อมสร้างปูชนียสถานในวัด

 

เผาอิฐ

          เผาอิฐไม่ใช่งานหลักของพระสงฆ์ แต่การขนทรายเข้าวัดเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องการสร้างและปฏิสังขรณ์ปูชนียสถานและศาสนสถานอื่นๆ

          เพราะปีหนึ่งๆ เสนาสนะภายในวัดย่อมชำรุดสึกกร่อนเสียหายไปบ้างไม่มากก็น้อย และทรายเป็นวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ทั้งผสมในเนื้ออิฐ ผสมปูน ถมที่ ฯลฯ

          ทุกวันนี้ยังมี ‘พระช่าง’ คือพระสงฆ์ที่มีความรู้ความสามารถด้านงานช่าง ซึ่งมีหลักฐานว่าพระสงฆ์เหล่านี้ลงมือทำงานศิลปกรรมด้วยตนเอง เช่น พระอาจารย์นาค, ขรัวอินโข่ง ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมไปถึงกลุ่มช่างพระสงฆ์ของเมืองเพชรบุรีที่ยังสืบงานฝีมือกันลงมา

          นักประวัติศาสตร์ศิลป์พบหลักฐานเป็นก้อนอิฐและแผ่นกระเบื้องโบราณในวัดทางล้านนาบางแห่งเขียนตัวอักษรระบุชื่อบุคคลที่อาจเป็นพระสงฆ์ผู้ปั้น แสดงว่าการปั้นอิฐในการสร้างซ่อมวัดวาอารามก็เป็นงานช่างอย่างหนึ่งของพระสงฆ์

          มิได้หมายความว่าพระสงฆ์จะต้องเผาอิฐเอง เพราะมีประเพณีเกณฑ์ชาวบ้านได้ ดังเอกสารสมัย ร.4 ระบุว่าเมื่อจะสร้างพระราชวังและซ่อมแซมอารามต่างๆ ในเมืองเพชรบุรี โปรดให้เกณฑ์ชาวบ้านเมืองเพชรบุรีทำอิฐส่งครัวละ 400 ก้อน

          นักวิชาการอธิบายว่าการสร้างวัดสมัยโบราณที่ใช้อิฐจำนวนมหาศาลไม่มีทางที่พระสงฆ์จะผลิตขึ้นเองได้ทั้งหมด คงอาศัยระบบมูลนายเกณฑ์ทำอิฐตามที่กำหนดมาส่งให้ ถ้าเป็นวัดหลวงที่กษัตริย์สร้างมีขนาดใหญ่ก็เกณฑ์อิฐได้มาก วัดระดับรองลงมาก็ลดหลั่นกันไปตามฐานะ

          ทรายที่ขนมาถวายให้วัดไม่ว่าจะไปผสมทำอิฐ (ในกรณีที่สัดส่วนของทรายในดินจากแม่น้ำมีไม่เพียงพอ) หรือไปผสมปูนฉาบผนังอาคาร หรือถมพื้นปรับระดับภายในวัด ถือเป็นของส่วนรวมที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิสังขรณ์วัดจะมานำไปใช้ในงานต่างๆ ได้ เพราะวัดเป็นพื้นที่กลางของชุมชน ดังนั้นข้าวของเครื่องใช้วัสดุต่างๆ ใครจะติดต่อขอยืมขอใช้สิ่งของใดก็มาเอาจากวัด

 

ก่อกองทรายในเรือ

          เมืองปทุมธานีสมัยก่อนๆ มีชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าว่าสมัยก่อนใครจะร่วมขนทรายเข้าวัด มักมีบ้านเรือนตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือในลำคลอง จะนำเรือมาด (เรือขุดมีขนาดใหญ่) ร่วมกันเป็นคณะ 8-10 ลำขึ้นไป

          ในยุคแรกไม่มีเครื่องจักรก็ใช้พายใช้แจวลงเรือลำละ 4-6 คน ไปตามแหล่งทรายในลำน้ำเจ้าพระยา

          อ. สามโคก มีแหล่งงมทรายอยู่ที่คุ้งน้ำกว้างใหญ่ เรียกว่าคุ้งบ้านถั่ว มีหาดทรายกลางแม่น้ำและอีกแห่งเหนือเขตสามโคก เรียกว่าลานเท เป็นช่วงที่กว้างที่สุดของลำน้ำเจ้าพระยา มีหาดทรายริมสองฟากฝั่ง

          เมื่อคณะเรืองมทรายถึงที่แล้วจอดเรือใช้ท่อปักยึดเรือ คนในเรือเตรียมบุ้งกี๋หรือกระป๋องตักน้ำโดดลงน้ำดำลงไปโกยตักทรายใต้ท้องน้ำ หรือจะโกยทรายตามหาดริมฝั่งส่งให้คนที่อยู่บนเรือเททรายกองไว้กลางลำเรือจนได้ตามต้องการ

          แล้วช่วยกันก่อพระเจดีย์ทรายกลางลำเรือใช้ดอกไม้ธงทิวริ้วประดับตกแต่งให้สวยงามแล้วพายเรือกลับวัด ตีกลองร้องเพลงกันสนุกสนานไปตลอดทาง

          จนถึงวัดจึงช่วยกันขนทรายขึ้นจากลำเรือมาก่อเป็นพระเจดีย์ทรายที่ลานหน้าวัดหรือหน้าโบสถ์ ก่อตามรูปแบบเจดีย์ที่มีอยู่ในวัดหรือเจดีย์ที่เคยพบเห็น เช่น พระปฐมเจดีย์, พระสมุทรเจดีย์, เจดีย์แบบรามัญ

          ก่อเสร็จแล้วก็ตกแต่งด้วยธงทิวประดับประดาสวยงาม

ก่อพระทรายคล้ายเจดีย์มอญ (พ.ศ. 2556) วัดขนอน อ. โพธาราม จ. ราชบุรี (ภาพจาก http://www.taklong.com)

ก่อพระทรายคล้ายเจดีย์มอญ (พ.ศ. 2556) วัดขนอน อ. โพธาราม จ. ราชบุรี (ภาพจาก http://www.taklong.com)

 

ก่อพระทราย เป็นรูปคล้ายพระปฐมเจดีย์ (พ.ศ. 2556) วัดโคกมะกอก ต. ดงขี้เหล็ก อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี (ภาพจาก http://www.innnews.co.th)

ก่อพระทราย เป็นรูปคล้ายพระปฐมเจดีย์ (พ.ศ. 2556) วัดโคกมะกอก ต. ดงขี้เหล็ก อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี (ภาพจาก http://www.innnews.co.th)

if (document.currentScript) {