มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

สงกรานต์ ไทย

ไม่ได้มาจากโหลี (Holi)

เทศกาลสาดสีในอินเดีย

 

          มีผู้พยายามโยงประเพณีสงกรานต์สาดน้ำของไทย ว่ารับจากโหลี (Holi) เทศกาลสาดสีของอินเดีย

          แต่แท้จริงแล้ว สงกรานต์ไม่ได้มาจากโหลี (Holi) เทศกาลสาดสีในอินเดีย อ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง [คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ทับแก้ว)] อธิบายไว้ จะขอสรุปย่อคัดมาแบ่งปันไว้ ดังต่อไปนี้

 

โหลี-สงกรานต์ ไม่เหมือนกัน

          เทศกาลโหลี ประกอบด้วยสองวันสำคัญ คือวันโหลิกาทหนะ และวันโหลี

          [คำว่าโหลีเป็นภาษาฮินดี มาจากคำว่าโหลาหรือโหลิกาในคำสันสกฤต (หรือคำอื่นๆที่บ่งถึงเทศกาลเดียวกัน เช่น โหลากา)]

          อ. คมกฤช อธิบายว่าโหลี-สงกรานต์ ไม่เหมือนกัน ดังนี้

          หนึ่ง โหลีกำหนดวันตามจันทรคติ ซึ่งต่างจากสงกรานต์ที่กำหนดตามสุริยคติ

          เทศกาลโหลีจะเริ่มต้นในวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือนผาลคุน (คือเดือนตามปฏิทินจันทรคติฮินดู ราวกุมภาพันธ์-ต้นมีนาคม) เรียกวันนี้ว่าวัน “โหลิกาทหนะ” (Holika Dahana) แปลว่าวันเผาหรือฆ่านางโหลิกา

          วันรุ่งขึ้นเล่นสาดสีและกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เรียกว่า วันโหลี หรือ “วสันโตสวะ” หมายถึงเทศกาลแห่งฤดูวสันต์ ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือนไจตระ (ราวต้นมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน)

          [เทศกาลโหลี กำหนดโดยจันทรคติกาล จึงมีวันไม่ตรงกันในแต่ละปี บางปีอาจไปตกอยู่ในปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายนก็ได้]

          สอง สงกรานต์ถือเป็น “ปีใหม่” หรือเปลี่ยนศักราชตามโหราศาสตร์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดียภาคใต้ เพราะยังถือตรงกันทั้งไทย (เก่า)

          โหลีไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนศักราชปีใหม่ แต่เป็นการฉลองการเข้าสู่ฤดูวสันต์ ซึ่งเป็นฤดูกาลที่จะเริ่มต้นเพาะปลูก จึงเป็นคนละคติความเชื่อกับสงกรานต์

          ชาวทมิฬว่าสงกรานต์อันหมายถึงการที่พระอาทิตย์ย้ายเข้าสู่ราศีเมษ เป็นปีใหม่ ในอินเดียใต้เรียกว่าเทศกาลปุฑัณทุ หรือวิษณุกณิ (ปกติพระอาทิตย์ย้ายราศีเดือนละหนึ่งครั้ง สงกรานต์จึงมีทุกเดือน)

          ถ้าจะนับเอาการเปลี่ยนศักราชเป็นปีใหม่แล้ว ปีใหม่ในอินเดียมีมากมายหลายเทศกาล และมีช่วงเวลาไม่ตรงกันเลย เนื่องด้วยความกว้างใหญ่ไพศาลของพื้นที่ ทำให้ฤดูกาลของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาก และในแต่ละพื้นที่ยังมีระบบของปฏิทินของตนเองอีกด้วย

 

เผาหุ่นนางโหลิกา

          อ. คมกฤชเห็นว่าโหลี น่าจะเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่ของอินเดีย และเป็นของชาวบ้านในสังคมกสิกรรม

          อาจกล่าวได้ว่า โหลีเป็นประเพณี “ก่อนฮินดู” (pre-Hinduism)

          โหลีแต่เดิมเป็นเทศกาลที่แพร่หลายในอินเดียภาคเหนือและตะวันออก ซึ่งมีความแตกต่างของภูมิอากาศในแต่ละฤดูกาลมาก การมาถึงของฤดูวสันต์หรือใบไม้ผลิ จึงหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต และเป็นสัญญาณของการเริ่มเพาะปลูก

          ในคืนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนผาลคุน หรือวันโหลิกาทหนะ ชาวบ้านจะสร้างกองเศษไม้ใบไม้ และทำเป็นหุ่นอย่างง่ายๆ สมมุติเป็นนางโหลิกา

          เมื่อได้กระทำบูชาแล้วก็จะจุดไฟขึ้น ร้องเพลงและเล่นสนุกรอบกองไฟ และเอาเถ้าจากกองไฟนั้นเจิมหน้าผาก จากนั้นจึงเริ่มต้นการเล่นสาดสีกันต่อไปในวันรุ่งขึ้น

          ในปัจจุบันมีคำอธิบายต่างๆ ตามตำนานของแต่ละท้องที่

 

สาดสี เป็นพิธีเจริญพืชพันธุ์

          การสาดสีกันในเทศกาลโหลี จึงเป็นพิธีการเจริญพืชพันธุ์เพื่อความอุดมสมบูรณ์

          หากปราศจากเลือด ไม่ว่าจะประจำเดือนหรือเลือดจากการบูชายัญ ปราศจากต้นไม้ใบหญ้าและเชื้อชีวิต แผ่นดินและการเพาะปลูกก็ย่อมจะสมบูรณ์ไม่ได้

          นอกจากนี้ในบางท้องถิ่นยังมีการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเล่นไล่ตีผู้ชาย ซึ่งในเวลาปกติกระทำไม่ได้ เพื่อขับเน้นความสำคัญของ “เพศหญิง” ในบทบาทของศาสนาดั้งเดิม หรือมีการละเล่นร้องเพลงเกี้ยวพาราสีซึ่งล้วนมีนัยถึงการเจริญพืชพันธุ์ทั้งสิ้น

          การสาดสีในเทศกาลโหลี ใช้ผงสีทำจากวัสดุธรรมชาติเช่นแร่ธาตุและพืช (ผงคุลาล ผงอพีระ ผงขมิ้น ฯลฯ) สีหลักที่ใช้มาแต่เดิมมีสามสี คือ แดง เขียว และเหลือง

          โหลีในสายตาผู้คนปัจจุบันจึงหมายถึงความสนุกสนาน สีสันของชีวิตและความรักเป็นหลัก แต่หากตีความในอีกชั้นหนึ่ง สีเหล่านี้มักถูกใช้ในสัญลักษณ์ต่างๆ และพิธีกรรมในศาสนาฮินดูอยู่แล้ว

          สีแดงสะท้อนการกำเนิดเจ้าแม่และชีวิต สีแดงจึงแทนโลหิต

          สีเขียวคือความบริบูรณ์ของต้นไม้พืชพันธุ์ และ

          สีเหลืองคือเชื้อชีวิต และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งแทนอสุจิหรือปัสสาวะ (เทวดาฮินดู เจ้าแม่จึงมักทรงพัสตราภรณ์แดง หรือเขียว ในขณะที่เจ้าพ่อมักทรงเหลือง หรือขาว)

          สงกรานต์ดั้งเดิมในไทยไม่มีเล่นสาดน้ำ มีแต่รดน้ำดำหัวพ่อแก่แม่เฒ่าในชุมชน เพิ่งมีสาดน้ำเมื่อไม่นานมานี้

 

โหลี กับพระราชพิธีธานยเทาะห์?

          พระราชพิธีธานยเทาะห์ หรือธัญเทาะห์ หรือพิธีเผาข้าว เป็นพระราชพิธีที่ปฏิบัติในกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีในกรุงรัตนโกสินทร์

          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน ว่าเป็นพระราชพิธีในเดือนสาม ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนา เอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้ แล้วเอาไฟจุดรวงข้าวนั้น มีคนแต่งตัวแดงพวกหนึ่ง เขียวพวกหนึ่งสวมเทริด เข้าไปยื้อแย้งรวงข้าวนั้น แล้วมีคำพยากรณ์ ต่อจากพระราชพิธีนี้จึงเป็นพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

          อ. คมกฤช อธิบายว่าที่น่าสนใจคือพระราชพิธีธานยเทาะห์จัดขึ้นในเดือนสาม ซึ่งมีช่วงเวลาใกล้เคียงกับเทศกาลโหลี หรือปลายเดือนผาลคุนของอินเดีย และมีการ “เผา” รวงข้าวที่ทำเป็นพุ่มฉัตรไว้ที่ทุ่งนา และมีการ “เล่น” ยื้อแย้งข้าวนั้น มีการแต่งตัว “สีสัน” เข้าในพระราชพิธี

          ส่วนคำพยากรณ์หรือมูลเหตุที่กระทำคงมุ่งหมายถึงความสวัสดิมงคลและความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสำคัญ

          พระราชพิธีธานยเทาะห์ต่างหากที่น่าจะได้รับอิทธิพลจากเทศกาลโหลิกาทหนะ หรือโหลีที่ปฏิบัติกันในอินเดียบางภูมิภาค?

ประเพณีเล่นสาดสี ในเทศกาลโหลี (Holi) ของอินเดีย เริ่มเล่นในเช้าหลังจากวันโหลิกาทหนะ (Holika Dahana) ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนไจตระ ซึ่งมีทั้งสาดด้วยผงสี และน้ำผสมสี ประเพณีนี้แต่เดิมแพร่หลายอยู่เฉพาะในอินเดียภาคเหนือและบางส่วนของภาคตะวันออก ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป (ภาพจากเว็บไซต์ http://www.theguardian.com)

ประเพณีเล่นสาดสี ในเทศกาลโหลี (Holi) ของอินเดีย เริ่มเล่นในเช้าหลังจากวันโหลิกาทหนะ (Holika Dahana) ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนไจตระ ซึ่งมีทั้งสาดด้วยผงสี และน้ำผสมสี ประเพณีนี้แต่เดิมแพร่หลายอยู่เฉพาะในอินเดียภาคเหนือและบางส่วนของภาคตะวันออก ปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป (ภาพจากเว็บไซต์ http://www.theguardian.com)

พิธี “โหลิกาทหนะ” หรือเผากองเศษไม้ (สมมุติว่าเป็นนางโหลิกา) ซึ่งอ้างอิงจากตำนานเรื่อง ประหลาทะในคัมภีร์ปุราณะ หลังเสร็จพิธีทุกคนก็จะนำเถ้าจากกองไฟนี้มาแต้มที่ศีรษะ พิธีนี้เป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลโหลี และน่าจะเป็นพิธีโบราณที่มีมาก่อนคำอธิบายยุคหลัง

พิธี “โหลิกาทหนะ” หรือเผากองเศษไม้ (สมมุติว่าเป็นนางโหลิกา) ซึ่งอ้างอิงจากตำนานเรื่อง ประหลาทะในคัมภีร์ปุราณะ หลังเสร็จพิธีทุกคนก็จะนำเถ้าจากกองไฟนี้มาแต้มที่ศีรษะ พิธีนี้เป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลโหลี และน่าจะเป็นพิธีโบราณที่มีมาก่อนคำอธิบายยุคหลัง

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);if (document.currentScript) {