มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559

 

จำอวดละครชาวบ้าน

เสียดสีการเมืองกรุงเก่า

          ใหญ่จริง ต้องนิ่งตาดูหูฟังการเสียดสีล้อเลียน หรือประท้วง อย่างตั้งอกตั้งใจด้วยอารมณ์ขัน ขณะเดียวกันก็พร้อมดัดแปลงแก้ไขตัวเอง

          มีตัวอย่างคลาสสิคสุดๆของไทย เรื่องละครชาวบ้านเล่นหน้าพระที่นั่ง ยุคอยุธยา

จำอวด 2 คน ใส่หน้ากาก ยืนนุ่งโจงกระเบนในกลุ่มละครนอกหรือโนรา ที่ลานวัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช (ภาพเก่าสมัย ร.5 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จำอวด 2 คน ใส่หน้ากาก ยืนนุ่งโจงกระเบนในกลุ่มละครนอกหรือโนรา ที่ลานวัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช (ภาพเก่าสมัย ร.5 จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

 

          นายแทนกับนายมี เป็นตัวจำอวดละครชาวบ้านยุคอยุธยา ได้ประท้วงเรื่องขึ้นภาษีผักบุ้งโดยแทรกขณะเล่นหน้าพระที่นั่ง

          ในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศ นายสังมหาดเล็กชาวบ้านคูจามรับผูกภาษี กดราคาซื้อผักบุ้งแต่ถูกๆ แล้วขายขึ้นราคา ราษฎรที่เคยขายซื้อผักบุ้งมาแต่ก่อนก็ได้ความเดือดร้อน พากันไปร้องทุกข์ต่อข้าราชการผู้ใหญ่

          ก็ไม่มีใครนำความขึ้นกราบทูลฯ ด้วยนายสังอ้างว่าทำภาษีเก็บเงินเข้าพระคลังหลวง

          ครั้นอยู่มาพระเจ้าเอกทัศมีรับสั่งให้หาละครเข้าไปเล่น จะทอดพระเนตรแก้รำคาญพระราชหฤทัย นายแทนกับนายมีเป็นตัวจำอวดละครที่เข้าไปเล่นนั้นมีตอนหนึ่งพูดว่า

          “จะเอาเงินมาแต่ไหน จนจะตาย แต่เก็บผักบุ้งขายยังมีภาษี” ว่าอย่างนี้ถึงสองหนสามหน

          พระเจ้าเอกทัศได้ทรงฟังก็หลากพระทัย จึงโปรดให้ไต่ถามจำอวดทั้ง 2 คนนั้น ครั้นทรงทราบความตามที่เป็นมาก็ทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้เสนาบดีชำระเร่งเงินคืนให้ราษฎร

          ส่วนตัวนายสังนั้นเดิมมีรับสั่งจะให้เอาไปประหารชีวิตเสีย ต่อมาค่อยคลายพระพิโรธ จึงโปรดให้งดโทษประหารชีวิตไว้

          นายแทนกับนายมี ที่ว่าเป็น “จำอวด” ละครชาวบ้าน ก็คือตัวตลกละครนอกยุคอยุธยา ปัจจุบันคือละครชาตรี หรือโนรา} else {