Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

เดือน 5 (เมษายน)

ในประวัติศาสตร์อยุธยา, รัตนโกสินทร์

 

         เมษายน ได้ชื่อจาก ราศีเมษ ในตำราโหราศาสตร์ของอินเดียโบราณ มี วันมหาสงกรานต์

         แต่คนไทยโบราณในภาคกลาง เรียก เดือนห้า หมายถึงเดือนลำดับที่ 5 ทางจันทรคติ (ทางล้านนานับเป็นเดือนเจ็ด)

         มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างในประวัติศาสตร์ไทย อยู่ในความทรงจำของคน ว่าเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ช่วงสงกรานต์ ดังนี้

         กรุงศรีอยุธยา ถูกกองทัพพม่าดีแตก เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 ขณะนั้นถือเป็นช่วงสงกรานต์ เป็นเหตุให้ในเวลาต่อมาต้องย้ายราชธานีลงไปทางทิศใต้อยู่ที่กรุงธนบุรี (กรุงเทพฯ ทุกวันนี้)

         กรุงเทพฯ สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 บริเวณเดียวกันกับกรุงธนบุรี เพราะเกิดความขัดแย้งทางการเมือง แต่มีศูนย์กลางของอำนาจ คือ พระราชวังของกษัตริย์ ตั้งอยู่คนละฟากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านเมือง

         กรุงธนบุรีมีวังอยู่ทางฝั่งตะวันตก ส่วนกรุงเทพฯ มีพระราชวังอยู่ฝั่งตะวันออก

 

เสียกรุงศรีอยุธยา 2310

         เสียกรุง วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 (ตามปูมโหร วันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน นพศก)

         พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่าเป็นวันเนา ในปีนั้นเถลิงศกเป็นวันที่ 12 เมษายน วันเนาจึงควรเป็นวันที่ 11 เมษายน เห็นว่าจะพลาดไป เพราะจดหมายเหตุบาทหลวงฝรั่ง ก็ว่าตรงกับวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1767 จึงควรยุติลงได้

         นับแต่วันสร้างกรุงมาจนถึงวันเสียกรุงศรีอยุธยา คือ 4 มีนาคม ค.ศ. 1351 (พ.ศ. 1893) ถึง 7 เมษายน ค.ศ. 1767 (พ.ศ. 2310) จึงเป็น 416 ปี กับ 35 วัน

         [วันเสียกรุง 2310 มีข้อทักท้วงถกเถียงหลายประเด็น อยู่ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เบ็ดเตล็ด รวมบทนิพนธ์ “เสาหลักทางวิชาการ” ของ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 111-118]

 

กรุงแตก สงกรานต์

         พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พรรณนาเหตุการณ์กรุงแตก พ.ศ. 2310 วันเนาสงกรานต์ ดังนี้

         ฝ่ายเนเมียวแม่ทัพค่ายโพธิ์สามต้น จึงให้พลพม่าเข้ามาจุดเพลิงเผาปราสาทที่เพนียดนั้นเสีย แล้วให้ตั้งค่ายลงที่เพนียด และวัดพระเจดีย์แดง วัดสามพิหาร วัดมณฑป วัดกระโจม วัดนางชี วัดนางปลื้ม วัดศรีโพธิ์ ให้ปลูกหอรบเอาปืนใหญ่น้อยขึ้นยิงเข้ามาในกรุงทุกๆ ค่าย

         ฝ่ายข้างในกรุงฯ ก็เกิดโจรผู้ร้ายปล้นกันเนืองๆ มิได้ขาด และคนที่อดอาหารซูบผอมป่วยไข้ล้มตายนั้นก็มาก ที่หนีออไปหาพม่านั้นก็เนืองๆ

         ฝ่ายข้าราชการเจ้าหน้าที่ทั้งปวง จึงให้ชักเอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนเชิงเทิน ยิงค่ายพม่าวัดการ้อง วัดนางปลื้ม และให้ลากเอาปืนปราบหงสาออกไปตั้งที่ท่าทราย ยิงค่ายวัดศรีโพธิ์ ยิงกระสุนแรกประจุดินน้อยต่ำไป ไปถูกตลิ่ง ครั้นประจุมากขึ้นกระสุนออกสูงข้ามเกินวัดศรีโพธิ์ไป และพม่าก่อป้อมสูงขึ้นที่ค่ายวัดนางปลื้ม เอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งยิงเข้ามาในกรุงถูกผู้คนเป็นอันมาก

         ขณะนั้นเสนาบดีปรึกษากันกราบทูลพระกรุณาว่า จะขอให้ออกไปเจรจาความเมืองกับพม่า ก็โปรดให้กระทำตามคำปรึกษา——-

         ลุศักราช 1129 ปีกุน นพศก ถึง ณ วันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 วันเนาว์สงกรานต์ วันกลาง พม่าจุดเพลิงเผาฟืนเชื้อใต้รากกำแพงตรงหัวรอริมป้อมมหาไชย

         และพม่าค่ายวัดการ้อง วัดนางปลื้ม และค่ายอื่นๆ ทุกค่าย จุดปืนใหญ่ปืนป้อมและหอรบยิงระดมเข้ามาในกรุงพร้อมกัน ตั้งแต่เพลาบ่ายสามโมงเศษจบพลบค่ำ

         พอกำแพงที่จุดเชื้อฟืนเผารากนั้นทรุดลงหน่อยหนึ่ง ถึงเพลาสองทุ่มจึงให้จุดปืนสัญญาขึ้น พลพม่าทุกด้านทุกกองซึ่งเตรียมไว้ ก็เอาบันไดพาดที่กำแพงทรุด และที่อื่นๆ รอบพระนครพร้อมกัน ก็ปีนเข้ากรุงได้ในเพลานั้น

         และจุดเพลิงขึ้นทุกตำบล เผาเหย้าเรือนอาวาสและพระราชวัง ทั้งปราสาทราชมนเทียร แสงเพลิงสว่างดังกลางวัน แล้วเที่ยวไล่จับผู้คนค้นริบเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของทั้งปวงต่างๆ

 

ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ 2325

         พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา พรรณนาเหตุการณ์สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ใกล้วันสงกรานต์ ดังนี้

         ฝ่ายพระยาสุริยอภัยผู้ครองนครราชสีมา ได้ทราบว่าแผ่นดินเป็นจลาจลมีคนขึ้นไปแจ้งเหตุ จึงออกไป ณ เมืองนครเสียมราบ แถลงการณ์แผ่นดินซึ่งเกิดยุคเข็ญนั้นแก่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกๆ จึงให้พระยาสุริยอภัยรีบยกกองทัพลงไปยังกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกทัพใหญ่ตามลงไปภายหลัง

         พระยาสุริยอภัยก็กลับมา ณ เมืองนครราชสีมา ให้พระอภัยสุริยาปลัดผู้น้องอยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดแจงกองทัพได้พลไทยลาวพันเศษ ก็รีบยกลงมา ณ กรุงธนบุรี และกองทัพนครราชสีมามาถึงกรุงธนบุรี ณ วันศุกร์ เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ——-

         ฝ่ายเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อให้พระยาสุริยอภัยมาแล้ว จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการแผ่นดินอันเป็นจลาจล ให้คนสนิทถือไปแจ้งแก่เจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งลงไปตั้งอยู่ ณ เมืองพนมเพญ ให้กองทัพเขมรพระยายมราชเข้าล้อมกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้อย่าให้รู้ความ แล้วให้รีบเลิกทัพกลับเข้ามา ณ กรุงโดยเร็ว

         แล้วให้บอกไปถึงพระยาธรรมาซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศจำครบไว้ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามา ณ กรุงธนบุรี

         แล้วเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกยแล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้าง

         เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ทรงช้าง แล้วยกช้างม้ารี้พลคนประมาณห้าพันเศษ ดำเนินทัพมาทางด่านพระจารึกมาถึงเมืองปราจิน แล้วข้ามแม่น้ำเมืองปราจิน เมืองนครนายก ตัดทางลงมาท้องทุ่งแสนแสบ

         ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่าเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับมา ก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคม แล้วกล่าวว่าครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป

         จึงหลวงสรวิชิตนายด่านเมืองอุทัยธานีลงมาอยู่ ณ กรุง ก็ขึ้นม้าออกไปรับเสด็จถึงทุ่งแสนแสบ นำทัพเข้ามายังนคร

         ครั้น ณ วันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ เพลาสองโมงเศษ ทัพหลวงมาถึงกรุงธนบุรีฟากตะวันออก หลังจากนั้นก็ปราบดาภิเษก สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีสืบจากกรุงธนบุรี

เจ้าพระยาจักรีกลับจากราชการทัพเมืองเขมร หลังจากนี้จะสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ [จิตรกรรมสีปูนแห้งบนผนังโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม ฝีมือช่างเขียนชาวอิตาเลียน เมื่อ พ.ศ. 2455-2456 (ภาพจาก จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก 2 ผศ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์. กรุงเทพฯ : 2536.)]

เจ้าพระยาจักรีกลับจากราชการทัพเมืองเขมร หลังจากนี้จะสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ [จิตรกรรมสีปูนแห้งบนผนังโดมในพระที่นั่งอนันตสมาคม ฝีมือช่างเขียนชาวอิตาเลียน เมื่อ พ.ศ. 2455-2456 (ภาพจาก จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก 2 ผศ. ดร. อภินันท์ โปษยานนท์. กรุงเทพฯ : 2536.)]