มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558

 

ประเพณี 12 เดือน

เผาข้าว เดือนสาม

พิธีส่งกลับแม่โพสพ

 

          เผาข้าว เดือนสาม หรือบางกลุ่มเรียกพิธีส่งกลับแม่โพสพ เป็นประเพณีสืบเนื่องจากเดือน 2 (เดือนยี่) เกี่ยวข้าวและนวดข้าว ได้ข้าวขนขึ้นยุ้งหมดแล้ว

          [เดือนสาม (ทางจันทรคติ) อยู่ราวกลางเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมในปฏิทินสากล]

          ต่อจากนี้ชาวบ้านมีข้าวใหม่ไว้หุงทำบุญเลี้ยงผี เลี้ยงพระ กับหุงกินเองตลอดปี ส่วนควายมีกองฟางขนาดมหึมาไว้เคี้ยวกิน

          สิ่งที่เหลือตกค้างเต็มท้องนา คือ ตอ (ข้าว) หรือซัง (ข้าว) [หมายถึงต้นข้าวส่วนที่ติดกับดินเหลืออยู่ในนา หลังจากชาวนาเอาเคียวเกี่ยว (ตัด) ส่วนลำต้นกับรวงข้าวไปนวดแล้ว]

          ตรงนี้เป็นสิ่งที่ชาวนาแต่ก่อนต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือเป็นเรื่องสำคัญและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะหมายถึงความมั่นคงทางอาหารเลี้ยงชีวิตในอนาคต ว่าข้าวกล้าในปีเพาะปลูกต่อไปจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์มากน้อยอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการจัดการของปีนี้

          ด้วยเหตุนี้เอง ร.5 จึงทรงพระราชนิพนธ์ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน (เรื่องเดือนสาม) ว่า “พิธีเผาข้าวนี้เป็นการคู่กันกับพิธีจรดพระนังคัล”

 

เผาข้าว

          การจัดการตอข้าวหรือซังข้าวเป็นพิธีกรรม เรียกเผาข้าว หมายถึงจุดไฟเผาตอหรือซังในนา พระเจ้าแผ่นดินในรัฐจารีตโบราณต้องเสด็จไปทำพิธี (หรือโปรดให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ไปแทนก็ได้)

          กฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยา เรียกเป็นพิธีพราหมณ์ว่า ธานยเทาะห์ (เป็นภาษาสันสกฤตว่า ธานฺย แปลว่าข้าว กับ เทาะห์ แปลว่าเผา) หมายถึงพิธีส่งแม่โพสพ (ซึ่งเป็นเทพีแห่งข้าว) กลับสู่ถิ่นเดิมหลังเสร็จสิ้นการช่วยเหลือมนุษย์ให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารแล้ว

          ทวาทศมาสโคลงดั้น ยุคต้นกรุงศรีอยุธยาเรียก “ฤดูส่งพระไพสพราช” พิธีนี้ อ. ฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เคยอธิบายไว้ (ในหนังสือ ทวาทศมาสโคลงดั้น พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2512 หน้า 287-288) ว่า

          “ฤดูส่งพระไพ สพราช มาแม่” คือฤดูเสร็จการนวดข้าวและขนข้าวขึ้นยุ้งฉางแล้ว จึงเริ่มด้วยแห่แม่ไพสพไปตามทาง ต่อจากนั้นเอาฟางข้าวไปเผา

 

พิธีเสี่ยงทาย

          เผาข้าวเป็นพิธีเสี่ยงทายที่มีการละเล่น แล้วมีคำทำนายอนาคตของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในฤดูทำนาคราวต่อไป (ซึ่งจะเริ่มเดือน 6 ในอีกสามเดือนข้างหน้า) มีในคำอธิบายของ ร.5 ดังนี้

          “พระจันทกุมารเป็นผู้ฉลองพระองค์ออกไปทำการพิธี ตั้งโรงพิธีที่ทุ่งนา เห็นจะเป็นทุ่งหันตราซึ่งเป็นทุ่งนาหลวง มีกระบวนแห่ออกไปเช่นแรกนา แล้วเอารวงข้าวมาทำเป็นฉัตรปักไว้หน้าโรงพิธี พระจันทกุมารนั่งที่โรงพิธี แล้วจึงเอาไฟจุดรวงข้าวที่เป็นฉัตรนั้นขึ้น

          มีคนซึ่งแต่งตัวเสื้อสีเขียวพวกหนึ่ง เสื้อแดงพวกหนึ่ง สวมเทริดท่วงทีจะคล้ายๆ กับอินทร์พรหม หรือโอละพ่อ สมมติว่าเป็นพระอินทร์พวกหนึ่ง พระพรหมพวกหนึ่ง เข้ามาแย่งรวงข้าวกัน ข้างไหนแย่งได้มีคำทำนาย แต่คำทำนายนั้นก็คงจะ——ดีทั้งนั้น”

 

การละเล่นเผาข้าวเสี่ยงทาย

          ในตำราพระราชพิธีเก่า บอกต่างไปว่ามีคนอีกพวกหนึ่ง แต่งตัวชุดดำขี่ควายบุกไปชิงเอาพนมข้าวไปเสีย ดังนี้

          “ครั้นเดือนสาม พระราชพิธีธานยเทาะเผาข้าว ตั้งโรงราชพิธีดุจก่อน ให้เจ้าพนักงานแต่งที่ยาว 3 เส้น กว้าง 10 วา ให้ตั้งหลัก 8 ทิศ

          หลักกลางนั้นหลักหนึ่งให้เป็นสำคัญ เอาปลายไม้ลงทั้ง 8 หลัก แล้วให้เจ้าพระยาแลพระยาพระหลวงขุนหมื่นเจ้าพนักงาน จับหลักตามทิศของตัวนั้น

          ทิศบูรพาหลวงธรรมศาสตร ทิศอาคเนย์หลวงอัถยา ทิศทักษิณหลวงศรีสังกร ทิศหรดีหลวงเทพมุนี ทิศประจิมหลวงศรีเสาวภักดิ์ ทิศพายัพพระจักรปาณี ทิศอุดรพระศรีมโหสถ ทิศอิสานพระครูมเหธร

          ให้ยืนตามทิศ ตามตำแหน่ง ถือพนมข้าวคนละอัน เป็น 9 พนมด้วยทั้งกลาง เป็นพนักงานกรมนาทำส่ง

          ครั้นได้เพลาฤกษ์ดีให้พระอินทรกุมารแต่งตัวโอ่โถง นุ่งสมปักใส่อินธนูเสนมกุฎ มีสัประทนกระชิงคานหาม แห่มายังโรงราชพิธี

          จึงกรมพระนครบาลตั้งชุมรมพิธีอันหนึ่ง ใกล้โรงพิธี 5 เส้น มีพวกเพื่อน 70-80 คน    มีกระบือตัวหนึ่งใส่กระดึงแลพรวน มือถืออาวุธเปลือย แต่ขุนพลแต่งตัวนุ่งห่มเสื้อหมวกดำทั้งเครื่อง

          ครั้นได้ฤกษ์ดีพระอินทรกุมารถือเอาพนมข้าวกับเทียนเล่มหนึ่งออกจากโลงพิธีมาทิศบูรพาก่อน แล้วพระหลวงขุนหมื่นทั้งปวงจับเอาพนมแลเทียนข้าวคนละอันๆ แห่มาเวียน 3 รอบ จึงพระอินทรกุมารเอาเทียนจุดพนมเข้าก่อน พระหลวงขุนหมื่นทั้งปวงจึงจุดไฟพนมข้าว เข้าพร้อมกันทั้ง 8 ทิศ

          แล้วขุนพลกับพวกเพื่อนจึงขี่กระบือโห่ร้องเข้ามาตีชิงเอาพนมข้าว ฝ่ายพระอินทรกุมารก็หนีเข้ามายังโรงราชพิธี ขุนพลกับพวกเพื่อนก็ต่างคนต่างไป”

 

เผาข้าว ของ เจ้าฟ้ากุ้ง

          พระราชพิธีธานยเทาะห์เผาข้าว มีการละล่นสืบเนื่องมาจนถึงยุคปลายอยุธยา มีในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ว่า

          เดือนสามเคยตามพี่            ดูพิธีธานย์เทาะห์แสดง

          เผาเข้าเจ้างามแฝง             พงศ์พวกพ้องน้องเคยดู

          มาฆมาสอาจเปล่งถ้อย    เรียมแคลง

          ธานย์เทาะห์พิธีแสดง          บอกเบื้อง

          เผาเข้าเจ้าเคยแฝง              พงศ์พวก

          โนนาดยุรยาตรเยื้อง           ย่างน่าเอ็นดู

 

เผาข้าว ของ นางนพมาศ

          พิธีเผาข้าวมีหลังพิธีนวดข้าวสงฟาง จึงนำเอาฟางข้าวไปเผารวมทั้งข้าวที่เสียหายเพราะเมล็ดลีบหรือถูกเพลี้ยด้วงแมลงลงด้วยเป็นการเผาทำลาย

          ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยังมีพิธีเผาข้าวตามโบราณราชประเพณี ดังมีในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ (พระราชนิพนธ์ ร.3) ที่ปรับปรุงจากตำราพระราชพิธีเก่า ได้ความว่า

          เผาข้าวคือจุดเผาฟางและซังข้าว สมมุติเป็นเผาทุ่ง เผาป่า กำจัดเสนียดจัญไร มีความว่า “จึงเชิญพระเพลิงออกจุดเผาฟางและซังข้าว สมมุติว่าคลอกทุ่งเผาป่ากันอุปัทวจัญไร”

          หลังทำพิธีเผาข้าวแล้วจะมีฝนตกลงมาอีกครั้ง ชาวบ้านเรียกกันว่าฝนชะลาน

เผาข้าวในท้องนาปัจจุบัน (ภาพจาก http://www.northpublicnews.net)

เผาข้าวในท้องนาปัจจุบัน (ภาพจาก http://www.northpublicnews.net)

} else {