มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558

 

ประเพณี 12 เดือน

ประเพณี 12 เดือน

นาฏกรรมแห่งรัฐ

 

         พระราชาไม่มีอำนาจจริง จึงต้องอ้างอิงพิธีกรรมตามประเพณี 12 เดือนของประชาชน ที่คนทั้งหลายในชุมชนท้องถิ่นทำมาก่อนแล้วนับพันๆ ปี กับรับแบบแผนจากต่างประเทศมาประสมประสานให้ดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้น แล้วเรียกพระราชพิธี 12 เดือน

         ในพิธีกรรม พระราชาต้องแสดงพระองค์เป็นแถน หรือเทพผู้มีอำนาจบงการ เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม (ทางการเมืองภายใน)

         ขณะเดียวกันฝ่ายตรงข้ามก็คอยจับผิดแล้วขยายผลความผิดพลาด เช่น ฟ้าฝนไม่ตกต้องฤดูกาล เพราะพระราชาประพฤติปฏิบัติผิดจารีตผิดทำนองคลองธรรม

 

รัฐนาฏกรรม

         รัฐนาฏกรรม (หรือรัฐละคร) มีพระราชาและเจ้านายเป็นผู้สร้างและผู้แสดง โดยมีนักบวช เช่น พราหมณ์, พระสงฆ์ เป็นผู้กำกับ ส่วนราษฎรเป็นตัวประกอบและผู้ดู

         พิธีกรรมเหล่านี้ต้องลงทุนสูงอันเป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ แสดงว่าอำนาจรับใช้นาฏกรรมที่โอ่อ่า ไม่ใช่นาฏกรรมโอ่อ่ารับใช้อำนาจ

         [สรุปและดัดแปลงจากหนังสือ วัฒนธรรมคือความหมาย ทฤษฎี และวิธีการของ คลิฟฟอร์ด เกียร์ซ โดย อคิน รพีพัฒน์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2551 หน้า 188]

 

นาฏกรรมคืออำนาจ

         นาฏกรรมเข้ามาแทนที่อำนาจที่เป็นจริง นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบาย (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1-7 มิถุนายน 2555 หน้า 30) จะสรุปย่อมาดังต่อไปนี้

         พระราชาของรัฐโบราณในอุษาคเนย์ ไม่มีอำนาจมากล้นจริงจัง เพราะข้าราชบริพารที่ปฏิบัติราชการตามพระราชโองการ มักเป็นลูกท่านหลานเธอ หรือผู้มาจากตระกูลที่มีอำนาจในตัวเองที่พระราชาต้องประนีประนอมด้วย

         ดังนั้น ระบบราชการจึงเป็นหอกข้างแคร่ของพระราชาเสมอ ไม่มีก็ไม่ได้ เมื่อมีก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว

         สรุปว่า พระราชาไม่มีเครื่องมือแห่งอำนาจของรัฐอย่างที่จะทำให้พระองค์มีอำนาจจริงๆ สักอย่าง

         อำนาจจึงต้องตั้งอยู่บนการแสดง หรือเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์

         หนึ่งในการแสดงที่สำคัญคือพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งรัฐต้องทำให้ได้ชมกันเป็นประจำเกือบทุกเดือน (ดังมีในกฎมณเฑียรบาล)

         ขบวนแห่ เป็นสิ่งหนึ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ในพระราชพิธีต่างๆ

         ภาพเขียนฝาผนังในพระอุโบสถวัดพระแก้ว คือภาพขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคและสถลมารค เหมือนหนึ่งเป็นตำรา (แปลว่าที่ “ตรา” เอาไว้) สำหรับเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องตลอดไป

         ขบวนแห่เป็น “ละคร” หรือนาฏกรรมที่ให้สารสำคัญบางอย่าง จึงต้องเคร่งครัดกับแบบธรรมเนียม สารที่ว่านั้นมีดังต่อไปนี้

         1. ความมั่งคั่งหรูหราอุดมสมบูรณ์ เพราะทุกคนแต่ง “เต็มยศ” แม้แต่ไพร่เลวที่ถูกเกณฑ์เข้าขบวนก็ยังสวมเสื้อสีต่างๆ อันเป็นหน้าที่ของคลังศุภรัตน์ต้องจัดหาให้

         2. สถานภาพอันสูงสุดของพระราชา หรือบุคคลที่พระราชามอบหมายให้ทำหน้าที่แทน หรือพระโกศ พระราชยานที่ประทับตั้งอยู่กึ่งกลางขบวนค่อนไปข้างหน้า แวดล้อมด้วยไพร่พลหน้าหลัง มีเครื่องยศนับตั้งแต่บังสูรย์และอื่นๆ ล้อมหน้าหลัง

         3. การแสดงช่วงชั้นทางสังคม ขุนน้ำขุนนางหรือแม้แต่พระบรมวงศานุวงศ์ จะเดินในขบวนแห่ตรงไหน ใกล้ไกลจากพระราชาเท่าไร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คิดเอาเอง หรือแทรกลงไปในที่ว่างตามใจชอบ แต่ต้องจัดขึ้นให้ตรงกับสถานภาพที่แท้จริงของแต่ละคน

         สารของ “ละคร” ตรงนี้ ช่วยตอกย้ำระเบียบทางสังคมของรัฐโบราณเหล่านี้ คือความไม่เสมอภาคเป็นระเบียบที่ขาดไม่ได้ในสังคมที่สงบสุข

         อาจท้วงว่าในเมืองไทยโบราณเขาห้ามประชาชนเงยหน้าขึ้นดูพระราชา ต้องหมอบก้มหน้าอยู่กับพื้นเท่านั้น “ละคร” จึงแสดงโดยไม่มีคนดู และไม่มีผลในทางสังคมและการเมืองอย่างไร

         ประชาชนผู้หมอบก้มหน้าบนหนทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น เป็นฉาก “ละคร” ที่ขาดไม่ได้ของขบวนแห่ เมื่อพระราชยานที่ประทับผ่านไปแล้ว ก็ย่อมเงยหน้าขึ้นชมขบวนแห่ได้ และหลังรัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ห้ามชมพระบารมีอีกแล้ว

         สรุปก็คือนาฏกรรมเข้ามาแทนที่อำนาจที่เป็นจริง

กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และเรือพระราชพิธีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ [ลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1688 (พ.ศ. 2231)]

กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค และเรือพระราชพิธีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ [ลายเส้นฝีมือชาวยุโรป พิมพ์ครั้งแรก เมื่อ ค.ศ. 1688 (พ.ศ. 2231)]

กระบวนพยุหยาตราพระกฐินทางสถลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์ สมุดภาพริ้วกระบวนฯ ฉบับนี้ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ให้ช่างคัดจำลองภาพเขียนที่ผนังอุโบสถวัดยม เมื่อ พ.ศ. 2440  วัดยม อยุธยา เป็นวัดเก่าแก่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ภาพต้นฉบับที่ฝาผนังอุโบสถวัดยมเลือนหายไปมาก จึงคัดลอกมาได้เพียงบางส่วน โดยไม่อาจประมวลภาพรวมทั้งหมดของริ้วกระบวน (ภาพจาก “กระบวนพยุหยาตรา : ประวัติและพระราชพิธี” กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ. 2543)

กระบวนพยุหยาตราพระกฐินทางสถลมารค สมัยสมเด็จพระนารายณ์ สมุดภาพริ้วกระบวนฯ ฉบับนี้ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ให้ช่างคัดจำลองภาพเขียนที่ผนังอุโบสถวัดยม เมื่อ พ.ศ. 2440
วัดยม อยุธยา เป็นวัดเก่าแก่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ภาพต้นฉบับที่ฝาผนังอุโบสถวัดยมเลือนหายไปมาก จึงคัดลอกมาได้เพียงบางส่วน โดยไม่อาจประมวลภาพรวมทั้งหมดของริ้วกระบวน (ภาพจาก “กระบวนพยุหยาตรา : ประวัติและพระราชพิธี” กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ. 2543)

document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);