มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2558

 

ลอยกระทง

ขอขมาธรรมชาติ ในศาสนาผี

          ลอยกระทง มีต้นทางพัฒนาการจากประเพณีพิธีกรรมประจำฤดูน้ำหลากท่วมท้น เนื่องในศาสนาผี ราว 3,000 ปีมาแล้ว

          เพื่อขอขมาเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน (หมายถึงขอขมาธรรมชาติ) ปีละครั้ง ด้วยเครื่องเซ่นใส่ภาชนะลอยน้ำจากธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วย, กระบอกไม้ไผ่, กะลามะพร้าว, ฯลฯ (ไม่จุดไฟและไม่จุดธูปเทียน เพราะยังไม่รู้จักพุทธพราหมณ์)

          มักทำในน้ำไหลบริเวณที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เช่น แม่น้ำลำคลอง, หนองบึง, ฯลฯ (ไม่ขุดสระหรือตระพังไว้ลอย)

          ครั้นถึงราว ร.3 จึงนิยมทำเป็นกระทง เรียกลอยกระทงเป็นครั้งแรก แล้วใส่ความหมายเกี่ยวข้องกับพุทธ

          ยุคดั้งเดิม พิธีขอขมาเริ่มเมื่อน้ำหลากท่วมราวกลางเดือน 11 ต่อเนื่องถึงเดือน 12 แล้วสิ้นสุดพิธีเมื่อน้ำค่อยๆ ลดเมื่อเดือนอ้าย (เดือน 1)

          ต่อมาเปลี่ยนไปเริ่มก่อนกลางเดือน 12 ไม่มีกำหนดเลิกเมื่อไร? แต่ปัจจุบันกำหนดตายตัววันเดียวคือกลางเดือน 12

          เหตุที่ต้องขอขมาก็เพราะคนเราเชื่อว่าตลอดปีได้ล่วงเกินเจ้าแม่ และได้ดื่มกินข้าวปลาอาหารเลี้ยงชีวิตจากน้ำและดิน

          เจ้าแม่ คือ ผีน้ำ ผีดิน ที่สิงอยู่ในน้ำและดิน บางทีเรียกว่าผีเชื้อ แต่คนบางกลุ่มออกเสียงเป็นผีเสื้อ (คำว่า เชื้อ ออกเสียงเป็น เสื้อ)

          มีร่องรอยอยู่ในคำสอนของพวกผู้ไทดำ (ในเวียดนาม) ว่า “กินข้าวอย่าลืมเสื้อนา กินปลาอย่าลืมเสื้อน้ำ”

          “กินข้าว อย่าลืมเสื้อนา” หมายความว่าเมื่อกินข้าวอย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในท้องนา ซึ่งปลูกข้าวเติบโตออกรวงมีเมล็ดให้คนกิน

          “กินปลา อย่าลืมเสื้อน้ำ” หมายความว่าเมื่อกินปลาก็อย่าลืมผีเจ้าแม่ที่สิงอยู่ในน้ำ

 

เปลี่ยนปีนักษัตร หลังลอยกระทง

          ลอยกระทงจะว่าเป็นประเพณีสิ้นฤดูกาลเก่าก็ได้ หรือจะว่าขึ้นฤดูกาลใหม่ก็ได้

          เพราะเป็นประเพณีคาบเกี่ยวช่วงเวลาระหว่างเดือน 11, เดือน 12 (สิ้นฤดูกาลเก่า) กับเดือนอ้าย, เดือนยี่ (ขึ้นฤดูกาลใหม่)

          ช่วงเวลานี้เปลี่ยนปีนักษัตร (ชวด, ฉลู, ขาล, เถาะ, ฯลฯ) ปัจจุบันยังมีบอกในปฏิทินหลวง

          [โดยทั่วไปเข้าใจว่าเปลี่ยนปีนักษัตรตอนสงกรานต์ (อันเป็นประเพณีเปลี่ยนราศีในวัฒนธรรมจากอินเดีย) แต่ในอินเดียไม่มีปีนักษัตร เพราะเป็นประเพณีเปอร์เซีย (อิหร่าน) ผ่านจีน ถึงอุษาคเนย์ ปีนักษัตรจึงไม่เกี่ยวกับสงกรานต์]

          ฤดูกาลเก่ากับฤดูกาลใหม่ ไม่แบ่งเป็นเส้นตรงตายตัวเหมือนขีดด้วยไม้บรรทัด ดังนั้นจะเทียบว่าปีเก่า, ปีใหม่ ก็ได้ แต่ไม่ควรยึดถือจริงจังว่าปีเก่า, ปีใหม่ เพราะเป็นคำไม่มีในสังคมตะวันออกยุคก่อนๆ แต่มีในสังคมสมัยใหม่ตามแบบแผนตะวันตก

          ระบบการศึกษาไทย เหมือนกระทงหลงทาง เพราะตัดขาดศาสนาผี ซึ่งเป็นต้นทางประเพณีพิธีกรรมดั้งเดิม ก่อนรู้จักพราหมณ์กับพุทธ

          เลยพากันยก“เรื่องแต่ง”เป็น“เรื่องจริง”ในประวัติศาสตร์ (ได้แก่ นิยายเรื่องนางนพมาศ พระราชนิพนธ์ ร.3) เพียงหวังโฆษณาเพิ่มมูลค่าค้ากำไรให้งานเทศกาลลอยกระทง ที่พวกตนร่วมกันจัดขึ้น

          กระทงหลงทางยังแก้ไขไม่ได้อีกนาน เพราะรัฐราชการต้องการให้ไทยหลงทางอย่างนั้น ควบคุมง่ายดี