มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558

 

เลโก้ประเทศไทย

         วันนี้ต้องต่อเลโก้ประเทศไทย เหมือนเอาตัวต่อที่เคยเป็นภาพของความเข้มแข็งตระหง่านเป็นที่หนึ่งในอาเซียน แต่ตัวต่อเหล่านั้นถูกทำให้กระจัดกระจายด้วยการเมือง ความขัดแย้ง และวาทกรรม”

         “ต้องค่อยๆ เก็บรวบรวมมาต่อใหม่ แต่งเติมสีสัน เพื่อไม่ให้กระจัดกระจายออกไปอีก”

         เป็นใจความสำคัญของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในที่ประชุมฯ ทำเนียบรัฐบาล [มติชน ฉบับวันศุกร์ 6 พฤศจิกายน 2558 หน้า 13]

         หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี เสมือนตัวเลโก้ที่เก็บไว้เต็มไปหมดในคลังของกรมศิลปากร โดยเก็บต่อเนื่องยาวนานมาก ราว 100 ปี สืบจนทุกวันนี้ก็ยังเก็บอยู่

         ปัญหาขณะนี้มีอยู่ว่า เมื่อไม่รู้ความเป็นมา ก็หาไม่เห็นความเป็นไป

         มีพยานจากหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่รัฐบาลมอบให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดการรวบรวมแล้วเรียบเรียงพิมพ์เป็นเล่มแจกจ่ายและขายทั่วไป วธ. สั่งการให้กรมศิลปากรค้นคว้าเรียบเรียง

         แต่นักวิชาการกรมศิลปากรต่อเลโก้ไม่ได้ให้เป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยอันเป็นที่ยอมรับของคนส่วนมาก เพราะต้องรู้ความเป็นมาอธิบายได้ของเลโก้แต่ละตัว

         ตั้งแต่เก็บรวบรวมไว้ล้นทะลักโกดัง ยังไม่เคยจับมาเลือกต่อเลโก้ แม้ฝึกฝนต่อเลโก้ก็ไม่เคย เนื่องจากมัวแต่สำคัญตนว่าเก่งเรื่องเหล่านี้พวกเดียวในไทย ไม่มีใครเก่งเท่า

         ใครแนะนำก็ถูกกล่าวหาว่าร้ายด่าทอดูหมิ่นถิ่นแคลน เลยไม่มีใครอยากเข้าใกล้

         หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำโดยผู้ไม่เคยต่อเลโก้ ไม่รู้จักวิธีต่อเลโก้ แต่ต้องรีบต่อให้สำเร็จ(ตามนายสั่ง) ด้วยวิธีแก้ผ้าเอาหน้ารอด จึงต่อไม่ครบ

         ในที่สุดเป็นวรรณกรรมตัดปะที่ใช้การไม่ได้ เพราะต่อผิดพลาดคลาดเคลื่อน

         ร้อยปีที่แล้วมีแค่ไหน ประวัติศาสตร์ชาติไทยปีนี้ปีหน้าปีโน้นก็อยู่แค่นั้น

         การเมืองไทยเลยไปไหนไม่เป็น ต้อง“ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” อย่างที่เห็นๆและเป็นๆอยู่ขณะนี้

 

เลโก้การเมืองไทย

         ประวัติศาสตร์ชาติไหนๆในโลกล้วนมีการเมือง ประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ไม่เว้น

         แต่นักวิชาการของทางการต่อเลโก้ประวัติศาสตร์การเมืองของไทยให้มีปัญหา เพราะตีไม่แตกการเมืองแบบประชาธิปไตย เลยมองเห็นแต่การเมืองแบบต่อต้านประชาธิปไตย

         ตัวอย่างดีที่สุดอยู่ในข้อเขียนของ วงค์ ตาวัน เรื่องทาสที่ปล่อยไม่ไป ในคอลัมน์ชกไม่มีมุม (ข่าวสด ฉบับวันพุธ 11 พฤศจิกายน 2558 หน้า 2) จะเลือกบางตอนมา ดังนี้

         ประชาธิปัตย์ มักตำหนิว่าเพื่อไทยเอาแต่โหนกระแสเลือกตั้ง

         สมาชิกประชาธิปัตย์ยังชี้ว่า เพื่อไทยต้องไม่ลืมว่าตัวเองใช้อำนาจเละเทะเช่นไร จนทำให้ต้องมีรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหา

         ฟังคำกล่าวอ้างเช่นนี้ ก็ยิ่งเหมือนตอกย้ำว่าพรรคไหนใครกันแน่ที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร

         จำได้ว่า เคยมีแกนนำประชาธิปัตย์ออกรายการทีวีร่วมกับแกนนำเพื่อไทย แล้วก็ใช้มุขเดียวกันนี้ โจมตีว่าทักษิณทำให้เกิดปัญหาจนต้องมีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

         ฝ่ายเพื่อไทยตอกกลับทันทีว่า ถ้าเป็นนักประชาธิปไตยจริง จะยอมรับได้หรือว่าการรัฐประหารนั้นมีความจำเป็น มีเงื่อนไขให้ต้องทำ

         เป็นการตอกกลับที่แจ่มชัดในหลักประชาธิปไตย

         ถ้าเห็นว่าเพื่อไทยใช้อำนาจอย่างเลวร้ายจริง และเห็นประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยมากมายจริง พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำ มีแต่ต้องนำพลังประชาชนนั้นไปเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบรักษาประชาธิปไตย

         คือ ปลุกประชาชนไปร่วมกันกาบัตรเพื่อขับไล่รัฐบาลเลวร้ายนั้น

         ไม่ใช่ทำทุกอย่างเพื่อให้ถึงทางตันเพื่อกดดันไม่ให้มีการเลือกตั้ง