มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558

 

ประวัติศาสตร์ไทยถูกผูกขาด

โดยพวกต่อต้านประชาธิปไตย

 

          มีผู้ชำแหละหนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายระลอกในแง่มุมต่างๆ

          แต่ต่างมีความเห็นตรงกันว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายประชาธิปไตย แล้วสนับสนุนฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย [อ่านรายละเอียดในประชาชื่น หน้า 17 ฉบับวันนี้]

          ประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นหนังสือที่รัฐบาลเผด็จการปรารภให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิมพ์เผยแพร่สู่ประชาชนทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้รักชาติ

          วธ. มอบหมายกรมศิลปากรจัดทำต้นฉบับ กรมศิลปากรแต่งตั้งคณะผู้เรียบเรียงจากนักวิชาการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ และ“กองโบราณคดี”

          เมื่อพิมพ์เสร็จเป็นเล่มแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมมีงานเปิดตัวแนะนำหนังสือ โดยนักประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทยจากจุฬาฯ ที่รับเชิญไปวิพากษ์วิจารณ์ ได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องใหญ่หลวงหลายประการ

          นักประวัติศาสตร์ส่วนมากในไทย เห็นว่าเป็นงานคัดลอกจากหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยรุ่นเก่าๆ ยุคก่อนๆ อย่างตกๆ หล่นๆ ผิดๆ พลาดๆ โดยไม่แสดงให้เห็นความรู้ก้าวหน้าทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

          มีผู้สอบถามจำนวนมากว่าทำไมเป็นอย่างนั้น? แล้วมีผู้รู้ประวัติความเป็นมากรมศิลปากร บอกว่าไม่แปลกอะไร เพราะกรมศิลปากรเป็นหน่วยงานรัฐที่สนองงานการเมืองทั้งของประชาธิปไตยและเผด็จการ ตั้งแต่มีกำเนิดจนปัจจุบัน

          กรมศิลปากรมีกำเนิดจากคณะราษฎร หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีพัฒนาการแบ่งกว้างๆ เป็น 2 ช่วง คือ ก่อน พ.ศ. 2500 กับ หลัง พ.ศ. 2500

          ก่อน พ.ศ. 2500 กรมศิลปากรรับใช้ทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการผู้กำหนดประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่มีสาระสำคัญวิปลาสคลาดเคลื่อนจนนักวิชาการทั่วโลกไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไป

          ใครคิดต่างต้องถูกกล่าวร้ายป้ายสีว่าไม่จงรักภักดี และไม่รักชาติ

          แต่กรมศิลปากรครั้งนั้นได้รับยกย่องอย่างสูงจากสังคมไทยว่าเป็นที่ชุมนุมนักปราชญ์

          ราชบัณฑิต โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ศิลปะแบบเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

          จะเห็นว่ากรมศิลปากรมีกำเนิดจากการเมือง แล้วทำงานรับใช้การเมืองเผด็จการคลั่งชาติมาตั้งแต่ต้น ถ้าจะรับใช้อีกในปัจจุบันจึงไม่แปลก

          แต่น่าประหลาดที่ทุกวันนี้นักวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีในกรมศิลปากร สำคัญตนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ “ไม่การเมือง” จึงมักกล่าวร้ายป้ายสีดูถูกเหยียดหยามนักวิชาการอื่นๆว่าการเมือง เพราะมีความเห็นต่างจากกรมศิลปากร

          หลัง พ.ศ. 2500 กระแสประชาธิปไตยเคลื่อนไหวสูงมากขึ้น สลับกับกระแสต่อต้านประชาธิปไตยจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยๆ

          ขณะเดียวกันมีนักวิชาการทยอยจบการศึกษาโดยตรงจากประเทศทางตะวันตกด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีมานุษยวิทยา และประวัติศาสตร์ศิลปะ แล้วกระจายอยู่ประจำตามสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน โดยไม่อยู่ในเครือข่ายของกรมศิลปากร

          นักวิชาการเหล่านี้มีความเห็นต่าง และผลิตงานวิชาการมีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับกว้างขวาง คนทั่วไปให้ความเชื่อถือมากกว่างานของกรมศิลปากร

          เพราะไม่ยึดติดตัวชี้ขาดเป็นประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่ใช้หลักฐานรอบด้านเป็นเครื่องมืออธิบายพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการเมือง โดยเปิดช่องผู้คิดต่างทักท้วงถกเถียงได้เต็มที่ไม่มีปิดกั้น (ซึ่งตรงข้ามกับนักโบราณคดี กรมศิลปากร)

          แต่นักวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี กรมศิลปากร มีอหังการตลอดเวลาว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเขียนได้ประวัติศาสตร์ชาติไทย นอกจากนักวิชาการจากกรมศิลปากรที่ผูกขาดงานนี้แล้วเท่านั้น

          สวนทางกับสากลโลก โลกยิ่งหมุนก้าวไปข้างหน้า แต่กรมศิลปากรยิ่งหมุนกลับไปข้างหลัง

          ระดับสากลนานาชาติเรียกร้องผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการสาขาต่างๆ ไม่จำกัดสถาบันให้ร่วมกันวิเคราะห์หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาของโลกที่ขุดพบ

          แต่กรมศิลปากรหวงห้าม แล้วกีดกันคนนอกมิให้ยุ่งเกี่ยวหลักฐานเหล่านั้น เสมือนเป็นสมบัติส่วนตัวของพวกตน (ดังเคยมีกรณีอย่างนี้บ่อยๆ)

          ถ้านักวิชาการกรมศิลปากรแปลความหรือตีความอธิบายอย่างไร ก็ต้องเชื่อถือตามนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข ใครค้านหรือแปลความต่างไปก็โดนกล่าวร้ายป้ายสี นินทาลับหลัง (เพราะไม่กล้าเผชิญหน้าทางวิชาการ)

          หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย จึงออกมาอย่างที่เห็น เป็นพยานแสดงคุณภาพของตัวตนแท้จริงต่อชาวโลก

          แต่ไม่มั่นใจว่าต่อไปข้างหน้าอหังการแบบผิดสากลโลกจะลดลงบ้างหรือไม่? เพราะเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์ยังใช้อันเดิมอันเดียวdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);