มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2558

 

เลิกเทศน์ในโรงเรียน

          วิชาศีลธรรมในโรงเรียน เป็นปัญหาโลกแตกของไทย

          เพราะนักเรียนนักศึกษาถือเป็นยาขม หรือของแสลงอันแสนทุกข์ทรมาน แต่ผู้ใหญ่ยืนยันยัดเยียด

          การเรียนการสอนวิชาศีลธรรม ไม่ว่าจะนิมนต์พระมาเทศน์ หรือฆราวาสมาสอน ก็ไม่ต่างกัน คือสอนเหมือนพระเทศน์ ล้วนวนเวียนอยู่ในวัดเถรวาทไทยที่มองไม่เห็นคนทั้งโลก นอกจากตัวเอง

          นานแล้ว อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนเรื่องวิชาศีลธรรม และเพิ่งเขียนอีก ซึ่งมีประเด็นหลักๆ สำคัญมากๆ จะขอสรุปมาแบ่งปันไว้ ดังต่อไปนี้

          ศีลธรรมคือประโยชน์ของคนอื่น, สัตว์อื่น, สิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง (จับสาระของคำนี้จากภาษาอังกฤษว่า morals, moral, moralistic ซึ่งเอามาใช้ในทางที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาได้ และใช้อย่างนั้นอยู่บ่อยๆ ด้วย)

          คำศีลธรรมในภาษาไทย ตามการตีความของนักปราชญ์ไทย ไม่ค่อยเกี่ยวกับคนอื่น สัตว์อื่น และสิ่งอื่น ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวกับความประพฤติทางกาย วาจา ใจของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่แต่ละคนเรียนรู้จากประสบการณ์มากกว่าจะเอามาสอนกันในชั้นเรียน

          สาระสำคัญของวิชาศีลธรรมก็คือความทุกข์ของคนอื่น, สัตว์อื่น, และสิ่งอื่นในโลกปัจจุบัน

          เพื่อจะรู้ว่ามันมีที่มาอันสลับซับซ้อนอย่างไร และทางออกจากทุกข์เท่าที่มีผู้คิดเสนอ, เท่าที่มีการทดลองทำ, และเท่าที่เราจะคิดได้คืออะไร

          ศาสนาทั้งหลายล้วนพูดถึงทุกข์ของมวลมนุษย์ทั้งนั้น พูดโดยตรงเช่นพระพุทธศาสนาบ้าง หรือพูดโดยอ้อมเช่นคริสต์ศาสนาบ้าง แต่ทุกข์เหล่านั้นเป็นทุกข์ของตนเอง มากกว่าทุกข์ของมวลมนุษย์ ถึงหากจะมีการกล่าวถึงความทุกข์ของคนอื่น ก็เป็นทุกข์โบราณ มีเหตุที่เห็นได้ง่าย และดังนั้นจึงมองเห็นทางแก้ได้ง่าย

          แต่ความทุกข์ของคนสมัยปัจจุบันมีเหตุอันสลับซับซ้อนกว่านั้นมาก อีกทั้งแตกต่างจากทุกข์โบราณเสียจนไม่ได้กล่าวถึงไว้ในคัมภีร์ศาสนาต่างๆ ความทุกข์เช่นนี้แหละที่คนในโลกปัจจุบันต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ดี

          เราควรนำเอาความทุกข์เหล่านั้นมาเรียนรู้กันในโรงเรียน (จนถึงมหาวิทยาลัย) อย่างไร เช่น ความยากจน หรือความขาดแคลน, สงครามและความรุนแรงที่หลายรัฐใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง, สิทธิเสรีภาพและและความเท่าเทียม, สังคมเมือง, ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและวิถีชีวิต, ทุนนิยม-ชาตินิยม

          หากศีลธรรมเป็นวิชาที่สอนให้รู้จักทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ในโลก มองเห็นศักยภาพของตนเองและสังคมที่เราเป็นส่วนหนึ่งว่าจะสามารถแก้หรือบรรเทาทุกข์เหล่านั้นได้อย่างไร

          ศีลธรรมจึงปลูกฝังความตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่สอนให้ยอมรับชะตากรรมด้วยการปลีกตัวออกจากโลกที่ชั่วช้า

          นี่คือวิชาศีลธรรมที่อยากให้สอนในสถาบันการศึกษา ไม่ใช่ศีลธรรมอย่างที่สอนกันอยู่ในเวลานี้

          [สรุปย่อจากบทความเรื่องวิชาศีลธรรมอีกที ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ในมติชน ฉบับวันจันทร์ 2 พฤศจิกายน 2558 หน้า 20]

          กรุณาเลิกเทศน์วิชาศีลธรรมในโรงเรียน แล้วครูกับนักเรียนร่วมกันศึกษาความทุกข์ของคนอื่น, สัตว์อื่น, และสิ่งอื่นในโลกปัจจุบัน