มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558

 

นาฏรัฐ

          รัฐราชการ ชอบพิธีกรรมทำอีเวนต์เปิดงาน แต่ไม่สนใจเนื้องาน เช่น

          จัดอีเวนต์แต่งตัวชุดไทย เพื่อแสดงตนรักความเป็นไทย แต่ไม่สนใจประวัติความเป็นมาเครื่องแต่งกายของคนในไทยและอุษาคเนย์

          รัฐอย่างนี้บางคนเรียกนาฏรัฐ บางทีเรียกรัฐดราม่า หมายถึงรัฐที่ถนัดแสดงตนว่าทำงาน แต่ไม่ได้ทำจริง หรือทำไม่ได้ผล นิยมกิจกรรมแบบผักชีโรยหน้า

          เช่น ประกาศปราบคอร์รัปชั่น แต่ไม่ปราบ หรือปราบไม่ได้เรื่องคอร์รัปชั่นในราชการที่มีสม่ำเสมอ โดยอ้างว่าไม่มีหลักฐาน, ประกาศไม่สนับสนุนงานอีเวนต์ แต่ชอบอีเวนต์ เลยซอยงบฯจัดขึ้นเพื่อเลี่ยงคำประกาศของราชการ ฯลฯ

 

การเมืองกับนักวิชาการ

          สังคมไทยที่มีความขัดแย้งสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะด่วนตัดสินคนอื่นเท่าที่รู้และเห็นเฉพาะหน้า โดยไม่ไตร่ตรองรอบคอบตามความจริงทางสังคมวัฒนธรรม เช่น

          ด่วนตัดสินความรู้และการกระทำทางวิชาการของนักวิชาการไทยจำนวนหนึ่ง ว่าไม่สอดคล้องกับการกระทำทางการเมืองของเขา

          อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายโดยสรุปว่าความรู้ทางวิชาการเป็นเพียงส่วนเดียวของการสร้างบุคลิกภาพ จึงไม่อาจกำหนดบุคลิกภาพให้เป็นไปตามความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวได้ เพราะมีอย่างอื่นอีกหลายอย่าง เช่น การดำเนินชีวิตของคนในสังคมสมัยใหม่ ที่แยกส่วนต่างๆออกจากกัน

          ชีวิตของคนสมัยปัจจุบัน ได้แยกส่วนต่างๆ ของการดำเนินชีวิตออกจากกันอย่างเด็ดขาด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าแยกออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละส่วนไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์อะไรกันทั้งสิ้น

          เช่น การทำมาหากินกับการคบเพื่อนเป็นคนละเรื่องกัน, ไปเที่ยวก็ไปเที่ยว ไม่คิดจะเอากลับมาช่วยการทำมาหากิน ฯลฯ

          แต่คนในชุมชนเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์สมัยโบราณไม่ได้แบ่งชีวิตออกเป็นส่วนๆ อย่างคนสมัยปัจจุบัน

          หรืออย่างน้อยหากจะมีแบ่งบ้างก็ไม่ถึงกับมีหลายส่วน (หรือหลายห้อง) นัก และแต่ละส่วนพอจะมีช่องทางเข้าหาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันได้บ้าง

          เช่น เพื่อนคือคนที่มีนาขนาดใกล้เคียงกัน พอจะแลกแรงงานกันได้ในคราวเก็บเกี่ยว, เมียและลูกคือส่วนหนึ่งของแรงงานที่ใช้ในการทำมาหากินด้วย ฯลฯ

          [สรุปจากบทความเรื่อง ห้องชีวิต ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่   16 พฤศจิกายน 2558 หน้า 20]

          ประสบการณ์ด้านต่างๆตั้งแต่เกิดมาของคน มีไม่เหมือนกัน

          เมื่อต่างคนต่างเติบโตขึ้นในแวดวงทางสังคมวัฒนธรรมต่างกัน จะให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน คงเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าได้ ก็ไม่เหมือน

          อย่างผมนี้จะให้มีสติปัญญาเฉียบแหลมเท่าคนอื่นๆ แล้วมองพระสงฆ์สูงส่งอย่างคนอื่นๆ ย่อมไม่เหลือเวลาแล้ว แม้เวลามีเหลือก็ไม่พึงปรารถนา} else {