มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558

 

ประเพณี 12 เดือน

วิงวอนเจ้าแม่

ให้น้ำลด เดือนอ้าย

 

          เพื่อบันดาลให้น้ำลดลงเร็วๆ ชาวนาต้องมีพิธีอ้อนวอนวิงวอนร้องขอต่อเจ้าแม่ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ (หมายถึงผีที่สิงอยู่ในน้ำและดิน) เช่น ไหลเรือ (หรือส่วงเฮือ), ชักว่าวขอลม ฯลฯ อาจมีอย่างอื่นอีก แต่ยังไม่พบหลักฐาน หรือร่องรอยพิธีกรรม

          เหตุเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หลังน้ำขึ้นสูงสุดช่วงพระจันทร์วันเพ็ญ กลางเดือน 12 (เฉลี่ยราวกลางพฤศจิกายน) พูดอีกอย่างก็ได้ว่าสิ้นสุดปีนักษัตรเก่า ขึ้นปีนักษัตรใหม่ เรียกเดือนอ้าย (เดือน 1)

          นับแต่นี้ไป ข้าวเต็มรวงในนามีเมล็ดข้าวค่อยๆ แก่เต็มที่จนสุกเต็มรวง พร้อมให้เก็บเกี่ยว

          ขณะนั้นระดับน้ำสูงมากในท้องที่ภาคกลาง น้ำต้องค่อยๆลดลงจนแห้งหายจากท้องนา เพื่อชาวนาเข้าเก็บเกี่ยวข้าวในนา

          ถ้าน้ำไม่ลด หรือลดช้า ชาวนาเข้าเก็บเกี่ยวไม่ได้ เมื่อปล่อยจมน้ำไว้นานข้าวก็เน่าน้ำ อาจไม่มีข้าวกินในปีนั้น

 

ไหลเรือ

          ไหลเรือ คำลาวเรียก ส่วงเฮือ หมายถึงแข่งเรือเพื่อเบิกทางผลักดันให้น้ำไหลลดเร็วๆ ของชุมชนบริเวณลุ่มน้ำโขง

          ส่วง แปลว่า แข่ง เช่น แข่งเรือ, หลีกไป, หลบไป เช่น ไล่สัตว์ป่าให้หลีกหรือหลบไปทางใดทางหนึ่ง [สรุปจาก สารานุกรมภาษาอีสานฯ โดย ปรีชา พิณทอง พ.ศ. 2532 หน้า 754]

 

ไล่เรือ

          ไล่เรือของชุมชนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีความหมายอย่างเดียวกับไล่น้ำ เป็นพิธีกรรมอย่างเดียวกับไหลเรือ หรือส่วงเฮือ ทางลุ่มน้ำโขง

          น่าเชื่อว่าไหลเป็นคำทางลุ่มน้ำโขง เมื่อเคลื่อนลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรียกว่า ไล่

          ยุคต้นอยุธยาราวเรือน พ.ศ. 2000 มีในกฎมณเฑียรบาลว่า พระราชพิธีไล่เรือ แล้วมีในโคลงทวาทศมาสว่า ไล่ชล แปลว่า ไล่น้ำ

 

พระราชพิธี

          พระราชาของบ้านเมืองต่างๆ บนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ต้องทำพิธีกรรมตามประเพณี 12 เดือน ของราษฎร

          ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจของราษฎรในการทำมาหากิน ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ว่าอยู่รอดปลอดภัยจากการกระทำของผี ผู้มีอำนาจเหนือธรรมชาติ

          พิธีกรรมประจำเดือนในรอบปีที่พระราชาทำขึ้นนี้ มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า พระราชพิธี 12 เดือน ปรับปรุงจากประเพณี 12 เดือนของราษฎร โดยเพิ่มพิธีพราหมณ์กับพุทธเคลือบไว้ ไม่ขัดกับผี

          ถ้าพระราชาละเว้นไม่ทำตามประเพณี ย่อมมีอันเป็นไป ไม่สงบสุข แล้วมักเกิดปัญหาเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนัก

 

พิธีไล่เรือ ทำที่บางขดาน

          พิธีไล่เรือทำที่ตำบลบางขดาน มีบอกไว้ในโคลงทวาทศมาส

          บางขดาน มีเอกสารเก่าระบุว่าอยู่ใต้ขนอนหลวงวัดโปรดสัตว์ (บ้านขนอนหลวง ต. ขนอนหลวง อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา)

          เพราะบริเวณนี้เป็น “ดินสะดือ” (ในกำสรวลสมุทรเขียนว่า “จากมามาแกล่ใกล้ บางขดาน”, “ขดานราบคือขดานดือ ดอกไม้”) หมายถึงมีน้ำวนเป็นเกลียวลึกลงไป ถือเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำ เป็นทางลงบาดาลของนาค

          ต้องทำพิธีกรรมเห่กล่อมอ้อนวอนวิงวอนร้องขอต่อผี คือนาคที่บันดาลให้มีน้ำ โปรดรับน้ำคืนลงบาดาล จะได้น้ำลดเร็วๆ

 

เห่เรือ

          เห่เรือ ถ้าจะมีก็มีในพิธีไล่เรือตอนเห่กล่อมที่บางขดาน เพื่ออ้อนวอนวิงวอนร้องขอเจ้าแม่แห่งน้ำบันดาลให้น้ำลดเร็วๆ

          พบร่องรอยในโคลงทวาทศมาสว่า “ดลฤดูสั่งล้ำ ไล่ชล” ที่ว่า“สั่งล้ำ ไล่ชล” มีนัยยะถึงสถานการณ์ดังกล่าวโดยตรง คือเห่กล่อมขณะเรือจอดอยู่กลางน้ำ ตรงบริเวณที่เรียกดินสะดือ ดังนี้

          ชลธีปละปลั่งค้าง     ทางสินธุ์

          นาเวศนาวาวาง         วาดน้ำ

          ตกบางขดานดิน         สดือแม่

          ดลฤดูสั่งล้ำ               ไล่ชล ฯ

          เห่ หมายถึงทำนองขับลำนำเพื่อวิงวอนร้องขอ หรือทำให้เพลินใจแล้วเคลิบเคลิ้มถึงหลับไปก็ได้

          บางทีก็ใช้ควบคู่กับกล่อม เช่น เห่กล่อมพระบรรทมถวายเจ้านายเมื่อจะบรรทม

          กล่อม หมายถึงร้องเป็นทำนองเพื่อเล้าโลมใจ เช่น กล่อมเด็ก คือร้องลำนำกล่อมให้เด็กเพลินจนนอนหลับ, กล่อมหอ ขับร้องหรือเล่นดนตรีบนเรือนหอเพื่อให้รื่นเริงในพิธีแต่งงาน ฯลฯ

          [ในพิธีพราหมณ์สยาม มีพิธีกล่อมหงส์ เป็นทำนองอย่างหนึ่งเรียกช้าเจ้าหงส์ คือเอาเทวดาลงเปลแล้วไกวพร้อมกล่อมเจ้าหงส์ เป็นต้น]

          ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยาไม่มีกล่าวถึงเห่เรือ

          เห่เรือ ทุกวันนี้หมายถึงขับลำนำเป็นทำนองอย่างหนึ่งในกระบวนเรือพระราชพิธี พยุหยาตราทางชลมารค มีต้นเสียงเห่นำ แล้วมีลูกคู่เห่ตาม เป็นประเพณีที่เพิ่งสร้างใหม่ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

          พบร่องรอยเก่าสุดโดยไม่ให้ความสำคัญนักเมื่อเทียบอย่างอื่นในพระราชพิธีลอยพระประทีป (ลอยกระทง) สมัย ร.4 ว่า “เรือพระที่นั่งนั้นพายร้องเห่ล่องลงไปตามลำน้ำ” [พระราชพิธีเดือนสิบสอง ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ ร.5]

          แต่ไม่มีบอก “ร้องเห่” ว่าร้องอะไร? อย่างไร?

          จนสมัย ร.5 จึงพบเห่เรือในงานสร้างสรรค์เพลงดนตรีและละครของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แล้วถือเป็นแบบแผนสืบเนื่องจนปัจจุบัน

 

ฟันน้ำ

          ฟันน้ำเป็นพระราชพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จลงประทับเรือพระที่นั่งไปกลางแม่น้ำ แล้วทรงใช้พระแสงฟันลงไปในน้ำ (หวังให้น้ำขาดจากกัน) เพื่อให้น้ำลดโดยเร็ว

          มีคำบอกเล่าลักษณะตำนานและนิทานจดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในคำให้การขุนหลวงหาวัดว่าพระนารายณ์ทรงมีบุญญาภินิหารและอิทธิฤทธิ์มาก “วันหนึ่งเสด็จทรงเรือพระที่นั่งเอกชัยในเวลาน้ำขึ้น รับสั่งว่าให้น้ำลด แล้วทรงพระแสงฟันลงไป น้ำก็ลดลงตามพระราชประสงค์”

          สมเด็จพระนารายณ์ “เสด็จไปประกอบพระราชพิธีฟันน้ำเพื่อมิให้น้ำท่วมมากขึ้น” มีบอกไว้ในบันทึกของนิโคลาส แชร์แวส ชาวฝรั่งเศส

          พิธีกรรมฟันน้ำนี้มิได้แสดงความอ่อนน้อมวิงวอนร้องขอแต่เพียงด้านเดียว แต่ยังแฝงไว้ด้วยลักษณะ “แกมบังคับ” หรือ “บงการ” อย่างแข็งกร้าว

 

พิธีไม่ประจำ

          พิธีไล่เรือ ไล่น้ำ และฟันน้ำ มิได้ทำทุกปี และมิได้มีกำหนดเวลาแน่นอน หากขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และความตกลงของชุมชนว่าพร้อมจะมีเมื่อไร?

          ถ้าปีไหนน้ำไม่ท่วมนานก็ไม่ต้องทำพิธี ต่อปีไหนมีน้ำมากเกินไปแล้วท่วมนานจึงทำ เรียกว่าเป็นพิธีจร เพราะไม่ได้ทำประจำ

          แต่ปัจจุบันทำประจำเพื่อรายได้จากการท่องเที่ยว

พิธีไหลเรือ หรือส่วงเฮือในแม่น้ำโขง ลายเส้นฝีมือช่างในคณะสำรวจชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามาสำรวจแม่น้ำโขง ระหว่าง พ.ศ. 2409-2411 เมื่อปลายแผ่นดิน ร.4 ถึงต้นแผ่นดิน ร.5 (ภาพจาก A Pictorial Journey on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan. Louis Delaporte and Francis Garnier. White Lotus, 1998.)

พิธีไหลเรือ หรือส่วงเฮือในแม่น้ำโขง ลายเส้นฝีมือช่างในคณะสำรวจชาวยุโรปที่เดินทางเข้ามาสำรวจแม่น้ำโขง ระหว่าง พ.ศ. 2409-2411 เมื่อปลายแผ่นดิน ร.4 ถึงต้นแผ่นดิน ร.5 (ภาพจาก A Pictorial Journey on the Old Mekong Cambodia, Laos and Yunnan. Louis Delaporte and Francis Garnier. White Lotus, 1998.)