มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2558

 

อ่านจนแตก วรรณกรรม

ความทันสมัย และความเป็นไทย

 

          ภาษา, วรรณกรรม, และประวัติศาสตร์ ถูกกำหนดเป็นแห่งชาติของไทย

          หมายถึง เปลี่ยนแปลงมิได้ และเกือบอยู่ในเกณฑ์ห้ามแตะต้อง หรือแตะต้องมิได้ในทางที่คนชั้นนำไม่ต้องการ         

          ครูบาอาจารย์ส่วนมากหรือเกือบหมดในสถาบันการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย อยู่ในโอวาทอย่างนอบน้อม หรือเซื่องๆ ใครคิดต่างก็เกิดเรื่องเดือดร้อนคนนั้น

          ส่งผลให้การศึกษาด้านนี้คับแคบ และจำกัดอยู่ในกะลาเหล็กที่ครอบงำไว้ จึงมองไม่เห็นการเมืองของคนและสังคมในภาษา, วรรณกรรม, และประวัติศาสตร์

          แต่ไหนแต่ไรมา หรือตั้งแต่ก่อนมีอักษรไทย บรรดาภาษา, วรรณกรรม, ประวัติศาสตร์ คือเครื่องมือทางการเมืองการปกครองของแต่ละยุค ตราบจนปัจจุบัน

          ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเครื่องมือของใคร? คนชั้นไหน?

          น่าประหลาดที่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางแห่งทุกวันนี้อ่านไม่แตก ยังสอนในชั้นเรียนว่าภาษา, วรรณกรรม, ประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่การเมือง แล้วกล่าวร้ายป้ายสีบรรดาผู้ที่บอกว่าทุกอย่างมีการเมือง

          ถ้าอยากตาสว่างว่าวรรณกรรมที่แวดล้อมด้วยการเมืองทั้งภายในและภายนอกของไทยร่วมสมัย ต้องอ่านหนังสือเล่มที่ชื่อ

read new

          อ่านจนแตก วรรณกรรมความทันสมัย และความเป็นไทย ของ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (สำนักพิมพ์อ่าน พิมพ์ครั้งแรก 2558 ปกแข็ง 500 บาท/ปกอ่อน 400 บาท)

          นอกจากรู้บรรยากาศหล่อหลอมวรรณกรรมร่วมสมัยแต่ละเล่มแล้ว อ. ทักษ์ อ้างอิงแนวคิดและทฤษฎีทางสังคมวัฒนธรรมกับการเมืองของนักปราชญ์ศาสตราจารย์ตะวันตกอย่างกว้างขวาง ผมไม่เคยอ่านจากเล่มอื่นมากและละเอียดเท่าเล่มนี้

          จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดาผู้ติดตามความรู้และความเคลื่อนไหวทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

          กวีนักประพันธ์ร่วมสมัย ที่ต้องการสร้างสรรค์งานเขียนให้หลุดพ้นจากความเป็นไทยสู่ความเป็นสากล ต้องหาอ่านจนแตก

          อาณานิคมเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องทักท้วงถกเถียงเพื่อทำความเข้าใจ เพราะมีส่วนหล่อหลอมวรรณกรรมร่วมสมัย จะขอคัดตัวอย่างมาให้อ่าน ดังนี้

          “แม้สยามจะมิได้ตกเป็นอาณานิคมโดยตรง แต่ชนชั้นนำสยามก็มิได้มีอำนาจอธิปไตยโดยเด็ดขาดและโดยอิสระอย่างแท้จริง แต่มีลักษณะก้ำกึ่ง เรียกต่างๆกันว่า กึ่งอาณานิคม อาณานิคมอำพราง อัตอาณานิคม” (จากคำนำของ ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์)

          ส่งผลให้สังคมไทยยุคหลังอาณานิคมจนปัจจุบัน มีลักษณะกึ่งดิบกึ่งดี, คาบลูกคาบดอก สมดังคำที่ อ. ทักษ์ ได้จากเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าชาวกัมพูชามองคนไทยสมัยใหม่ว่า คือคนที่—

          “ดูเหมือนคนจีน ทำท่าทางแบบฝรั่ง และพูดภาษาไทยที่เจือไปด้วยคำเขมร” (เชิงอรรถหน้า 100)d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);