Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2558

 

ความรู้ ที่พระสงฆ์ไม่รู้

          วัดส่วนมากเป็นศูนย์กลางของชุมชน

          [แม้จะมีคนโกนหัวห่มผ้าย้อมเหลืองสีต่างๆอยู่ในวัด แล้วประพฤติพาลเกเรใส่ฆราวาสชาวบ้านชาวเมืองผ่านโซเชียล โดยเจ้าอาวาสทำทีเหมือนรู้เห็นเป็นใจ ถ้าไม่จัดการให้เรียบร้อย เจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ ถือว่าเจ้าอาวาสมีความผิด และหย่อนคุณภาพ (มติชน ฉบับวันพุธ 14 ตุลาคม 2558 หน้า 7)]

อาจารย์กลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รามคำแหง, ศิลปากร ฯลฯ นำชมฟรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต กรุงเทพฯ ให้นักศึกษาและประชาชนร่วมทัศนศึกษา สถาปัตย์ เพื่อ (1.) เข้าใจถึงศิลปกรรมในวัดเบญจมบพิตร และ (2.) ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรทำลายโบราณสถานอีกต่อไป เพราะเท่ากับทำลายแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชาติ (ภาพจากมติชน ฉบับวันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2558 หน้า 10)

อาจารย์กลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รามคำแหง, ศิลปากร ฯลฯ นำชมฟรี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต กรุงเทพฯ ให้นักศึกษาและประชาชนร่วมทัศนศึกษา สถาปัตย์ เพื่อ (1.) เข้าใจถึงศิลปกรรมในวัดเบญจมบพิตร และ (2.) ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรทำลายโบราณสถานอีกต่อไป เพราะเท่ากับทำลายแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของชาติ (ภาพจากมติชน ฉบับวันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2558 หน้า 10)

          ประวัติความเป็นมาของวัดโดยมาก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรื่องราวของชุมชนท้องถิ่น เพราะมักมีกำเนิดมาด้วยกัน หรือไล่เลี่ยกัน จึงเรียกอีกอย่างก็ได้ว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

          ในวัดจึงมีข้อมูลความรู้อย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่ ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น และ ประวัติศาสตร์ศิลปะ(ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาผีและพุทธ)

          พระสงฆ์ในวัดสมัยก่อนจะเป็นผู้รู้ประวัติความเป็นมาทั้งของวัดและของชุมชนหมู่บ้าน เพราะรู้อักษรหนังสือทั้งขอมและไทย แล้วอ่านและฟังจากผู้รู้รุ่นก่อนๆ (โดย สุ.จิ.ปุ.ลิ.)

          จึงได้รับความเคารพนับถือกราบไหว้จากชาวบ้าน ซึ่งเกือบหมดไม่รู้หนังสือและอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

          ปัจจุบันโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน ศูนย์กลางความรู้เปลี่ยนไปอยู่นอกวัด

          ส่วนพระสงฆ์ปรับตัวไม่ทัน ชาวบ้านรู้มากกว่าและกว้างกว่าพระสงฆ์

          แต่พระสงฆ์ส่วนหนึ่งยังวางตนเขื่องว่าเป็นผู้รู้ผู้วิเศษมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนทั่วไป แล้วหวังให้คนกราบไหว้เหมือนเดิม

          เมื่อไม่สมหวัง เพราะฆราวาสญาติโยมรู้เท่าทันเหนือกว่า บางสงฆ์ที่ไม่สำรวมก็เลยบริภาษฟาดงวงฟาดงาน่าชังอย่างสกปรกรกโซเชียล

 

แบ่งปันความรู้ชุมชนท้องถิ่น

          การเรียนรู้เรื่องราวดีที่สุดทั้งเรื่องวัดและชุมชนคือเข้าถึงสถานที่นั้นๆ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าทอดน่องท่องเที่ยว เพราะต้องเดินทอดน่องช้าๆ ดูสถานที่เหล่านั้นอย่างช้าๆ โดยมีผู้รู้บอกเล่าอธิบาย หรือนำชม

          ปัญหาคือครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ล้วนเรียนจบจากการยึดถือตำราเป็นหลักศักดิ์สิทธิ์ โดยท่องจำในห้องเรียนแบบเถรวาทไทยอย่างนกแก้วนกขุนทอง

          ไม่เคยดูรู้เห็นของจริง สถานที่จริง จึงไม่รู้อะไรอยู่ที่ไหน? แม้ในท้องที่ที่ตนเกิดมาเอง

          ย่อมไม่รู้สึกถึงข้อดีวิเศษของการเรียนรู้แหล่งประวัติศาสตร์โบราณคดีจริงๆ ถึงจะรู้บ้างก็เฉพาะแหล่งใหญ่ๆ สำคัญๆ เคยเป็นราชธานี เช่น อยุธยา, สุโขทัย, เชียงใหม่ ฯลฯ

          แต่ไม่เคยรู้และเข้าใจท้องถิ่นรองๆลงไประดับชุมชนหมู่บ้านขนาดเล็ก ที่เคยถูกราชธานีเอาเปรียบเกณฑ์ทรัพยากร

          กิจกรรมนำชมฟรีที่วัดเบญจมบพิตร กทม. โดยอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

          ควรพัฒนาเป็นกิจกรรม“แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” เป็นช่วงๆ เช่น 3 เดือน/ครั้ง จะเป็นกุศลมหาศาลต่อการศึกษาไทยทั้งระบบ