มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558

 

ความเป็นไทย

แบบเถรวาทไทย

 

             ความเป็นไทย หมายถึงความไม่เท่าเทียม ไม่เสมอหน้า

             เห็นชัดเจนจากการศึกษาแบบเถรวาทไทย ให้ท่องจำคำครูสอนตามตำราอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วห้ามถาม ห้ามเถียง ห้ามคิดต่าง

             มากกว่า 100 ปีแล้ว การศึกษาไทยยังอยู่กับที่ โดยไม่ก้าวไปไหน

             มีผู้ปริ๊นต์ข้อความมาให้อ่านจาก fb เมื่อ 6 ตุลาคม ของ อ. สุรพศ ทวีศักดิ์ อธิบายอย่างง่ายๆเรื่องการศึกษาแบบพุทธเถรวาทไทย อ่านแล้วเข้าใจแจ่มแจ้งกระจ่างจริง จึงขออนุญาตคัดโดยสรุปมาแบ่งปันให้กว้างขวางออกไปอีก จะได้รู้เท่าทันความเป็นไทยมากๆ ดังนี้

             การศึกษาของสงฆ์ที่เรียกว่าปริยัติธรรมแผนกนักธรรม-บาลี

             คนที่เรียนจบนักธรรมเอกและเปรียญ 9 เป็นผู้ที่มีข้อมูลคำสอนของพุทธศาสนาในหัวมาก รู้วิธีแปลภาษาบาลีเก่ง แต่ขาด ‘วิธีวิทยา’ ในการทำความเข้าใจคำสอนและเรื่องราวในคัมภีร์ เปรียบเทียบง่ายๆดังนี้

             นักสังคมวิทยาศาสนาเมื่อเขาอ่านไตรปิฎกและคัมภีร์อื่นๆทางศาสนา เขาก็จะมี ‘วิธีวิทยา’ แบบหนึ่งในการทำความเข้าใจ และผลิตความรู้ออกมาแบบหนึ่ง

             นักปรัชญามาอ่านไตรปิฎกและคัมภีร์พุทธศาสนา ก็จะใช้ ‘วิธีวิทยา’ อีกแบบหนึ่งและผลิตความรู้อีกแบบหนึ่ง เป็นต้น

             ปัญหาคือ การเรียนพุทธศาสนาแบบท่องจำนั้น มันก็จำได้เยอะดี และมักจะทึกทักเอาว่า ‘จำได้เยอะ’ แปลว่า ‘มีความรู้เยอะ’ เก่งกว่าใครในสามโลก

             แต่การจำได้นั้นไม่ได้ช่วยให้คุณจับความคิดหลัก, มองเห็นการมีเหตุผลสนับสนุน และมีทักษะวิเคราะห์ข้อโต้แย้งต่างๆ อย่างเป็นระบบได้ (เหมือนที่นักปรัชญาเขาทำได้)

             และไม่สามารถทำให้คุณเข้าใจคำสอน ความเชื่อทางพุทธศาสนาถูกใช้ในบริบทสังคมวัฒนธรรมหนึ่งๆอย่างไร (อย่างที่นักสังคมวิทยาศาสนาเขาเข้าใจ)

             เรียนแบบท่องจำ เน้นการจำคำสอนล้วนๆ (ไม่ได้ผ่านวิธีวิทยาถอดความคิด, เหตุผลสนับสนุน, ข้อโต้แย้งต่างๆแบบคนที่ใช้วิธีการทางปรัชญาไปศึกษาคัมภีร์เขาทำ) เวลานำเสนอคำสอนออกมา คนฟังเขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง งงๆว่าผู้รู้พุทธเหล่านั้นกำลังเสนอประเด็นอะไรกันแน่หนอ

             แล้วก็มักจะเอาคำสอนจากความจำดุ้นๆ มาตอบปัญหาทุกเรื่องในบริบทสังคมปัจจุบัน (ไม่ได้จำแนกว่าคำสอนอะไรมันทำงานได้เฉพาะบางบริบททางสังคมวัฒนธรรมอย่างที่นักสังคมวิทยาศาสนาเขาจำแนกกัน)

             บ้านเราเลยมากด้วยผู้รู้พุทธทั้งพระและฆราวาสอ้าง ‘คำสอนพุทธ’ จาก ‘ความจำ’ มาตัดสินเรื่องต่างๆอย่างสะเปะสะปะ

             “ปล. ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการเรียนแบบ ‘ท่องจำ’ คือ มักทำให้เกิดท่าทีเชิงลบต่อ ‘การตีความ’ คำสอนพุทธศาสนา (ทั้งๆที่ตัวเองก็ตีความตลอดเวลา แต่ตีความสะเปะสะปะ) มันจึงไม่ก่อให้เกิดความรู้หรือมุมมองใหม่ๆ

             ต่อให้ผลิตเปรียญ 9 ได้เยอะขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่พุทธไทยจะผลิตคนที่เขียนงานทางพุทธศาสนาเก่งๆเทียบเท่ากับฝรั่งที่ไม่ได้เรียนนักธรรม-บาลีได้

             [จบข้อความของ อ. สุรพศ ทวีศักดิ์]

             สาาาาาาธุ ชื่อวิชาทั้งหลายที่ลงท้ายด้วยคำว่าไทย ก็อีหรอบเดียวกัน ต่อให้ผลิต ดร. มากขนาดไหน จะให้มีงานวิชาการเทียบเท่าฝรั่งเศส คงไม่มีวันพบif (document.currentScript) {