มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 9 กันยายน 2558

 

การเมืองไทย สร้างคนไม่อ่าน

          อ่าน เพื่อสนุกและกระหายใคร่รู้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ ไม่อยู่ในสำนึกทางวัฒนธรรมของไทยมาแต่เดิมตราบจนปัจจุบัน

          อันเนื่องจากพื้นฐานการเมืองและการศึกษาแบบอนุรักษนิยมสุดโต่ง

          การเมืองไทย ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย ไม่สนับสนุนการโต้แย้งสงสัยทักท้วงถกเถียง เช่น ห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญที่จะให้ประชาชนลงประชามติ ฯลฯ

อ่าน วารสารเพื่อการอ่าน โดย ไอดา อรุณวงศ์ เล่มใหม่ ไม่มีปีที่ ฉบับที่ แต่ขณะนี้มีขายตามวาระ ราคา 300 บาท

อ่าน วารสารเพื่อการอ่าน โดย ไอดา อรุณวงศ์ เล่มใหม่ ไม่มีปีที่ ฉบับที่ แต่ขณะนี้มีขายตามวาระ ราคา 300 บาท

          การศึกษาไทย เคร่งครัดครอบงำให้ท่องจำตามครู ไม่สงสัย ไม่ถาม ไม่เถียง ได้ต้นแบบจากการเรียนการสอนบาลี-นักธรรมของพระสงฆ์เถรวาทไทย

          [ชื่อกระทรวงธรรมการสมัยแรกตั้งเป็นพยานสำคัญ (ปัจจุบันคือ กระทรวงศึกษาธิการ), ตำราไวยากรณ์ไทยก็เป็นที่รู้กันว่าได้จากตำราไวยากรณ์บาลี ฯลฯ]

          ดังนั้น ต่อให้ทุ่มเทงบประมาณมหาศาลเพื่อกระตุ้นการอ่าน ย่อมไม่มีผลให้กระเตื้อง มีแต่ทรงกับทรุด มีประจักษ์พยานรู้เห็นกันทั่วไป

          จะให้ได้ผล (บ้าง) ต้องปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการเมืองและการศึกษาตามแนวทางสากลในระบอบประชาธิปไตย (ไม่แบบไทย) แล้วต้องทุ่มเททั้งเวลาและงบประมาณ ไม่ว่าจะใช้เงินเท่าไร? เวลานานเท่าไร?

          แต่เป็นไปได้ยากมากๆ จนถึงเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่อำนาจนิยมยังมีอิทธิพลสูง ทั้งในกองทัพและในมหาวิทยาลัย (เช่น รับน้องใหม่)

 

ห้องสมุดไม่มีคนเข้า

          ถ้าบรรณารักษ์และผู้บริหารห้องสมุดในไทยไม่ปรับตัวเข้ากับสังคมยุคดิจิตอล

          ห้องสมุดจะทยอยแข็งตัวเป็นฟอสซิลซากดึกดำบรรพ์ บางแห่งจะปิดตายเหมือนห้องสมุดประชาชนหลายแห่ง เพราะไม่มีงบฯสนับสนุน ถึงมีก็ไม่มีคนเข้า

          [สรุปจากเอกสาร TK Forum 2015 ของสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park]

          โรงเรียนจำนวนมากมีห้องสมุดไว้เก็บหนังสือพ้นสมัยเป็นกองขยะ กับมีไว้อวดเจ้านายเฉพาะตอนไปตรวจ

          แต่ไม่มีไว้สนองคนอ่าน จึงไม่มีกิจกรรมชวนนักเรียนเข้าห้องสมุด เพราะครูบรรณารักษ์ไม่ชอบอ่าน แต่ชอบดูละครโทรทัศน์กับดูคลิป