มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2558

 

เจ้าพ่อใหญ่

           กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ในร่างรัฐธรรมนูญฯ เสมือนเจ้าพ่อใหญ่ยุคดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิ

           อำนาจรัฐดึกดำบรรพ์ มีลักษณะความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อใหญ่ กับเจ้าพ่อน้อย

           เจ้าพ่อใหญ่เป็นผู้ถืออำนาจใหญ่ แล้วอุปถัมภ์ลูกน้องที่มีกระจายทั้งในศูนย์กลางและหัวเมือง ที่ตราบใดยังคงค้อมหัวเก็บส่วยส่งหัวคิวให้ เจ้าพ่อใหญ่ก็อุปถัมภ์ค้ำจุนต่อไป

           บรรดาหัวเมืองซึ่งมีเจ้าพ่อน้อยแยกย่อยลงไป ก็จะยังยอมส่งส่วยให้เจ้าพ่อใหญ่ที่ศูนย์กลาง ตราบใดที่ให้การยอมรับเจ้าพ่อน้อย แล้วคุ้มกะลาหัวให้พ้นจากการรังแกของผู้มีอิทธิพลอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง

           หากเจ้าพ่อน้อยคิดแข็งข้อตั้งตนเป็นเอกเทศไม่ยอมอยู่ในโอวาทอีกแล้ว หรือคิดเอาใจออกหาก เจ้าพ่อใหญ่ก็ลงมือกวาดล้างกำจัดเจ้าพ่อน้อยนั้นอย่างแนบเนียนจนอยู่ที่เดิมไม่ได้

           [ลักจำอย่างกระท่อนกระแท่นมาดัดแปลงใหม่จากหนังสือและเอกสารหลายเล่ม ที่เขียนโดยครูบาอาจารย์และนักวิชาการหลายคน จนจำไม่ได้จากไหนบ้าง?]

 

คอร์รัปชั่นไทย ในกำแพงวัด

           ข้าราชการยิ่งระดับสูงขึ้น ก็ยิ่งคอร์รัปชั่นได้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น สามารถรับสินบนภาคธุรกิจได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องร่วมมือกับนักการเมืองก็ได้

           “คอร์รัปชั่น ต้องแก้ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการทหาร” ฉะนั้นอย่าไปเชื่อวาทกรรมเรื่องการแก้คอร์รัปชั่นได้โดยรัฐประหาร มันแก้ไม่ได้แน่นอน

           “ในเมืองไทย มาตรการแก้คอร์รัปชั่นจะได้ผลก็ต่อเมื่อประชาชนและสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่”

           ข้อความยกมาทั้งหมดนี้ จากปาฐกถาของ อ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร (จุฬาฯ) ในงาน 100ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 17 สิงหาคม 2558)

           ผมคัดจากเว็บไซต์ประชาไท ที่มีผู้ปริ๊นต์ให้อ่าน (เพราะเปิดเองไม่เป็น)

           คอร์รัปชั่นสุดคลาสสิค มีในวงการพุทธศาสนาไทยที่เป็นข่าวกระฉ่อนขณะนี้ คือ

           เงินทอนของผู้บริหารคนหนึ่งในสำนักพุทธศาสนา จ. สงขลา ได้จากเจ้าอาวาสวัดหนึ่งใน จ. นราธิวาส (ที่รับเงินอุดหนุนโครงการจัดกิจกรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ปี 2558-2559)

           แสดงว่าพฤติกรรมอย่างนี้มีต่อเนื่องมานานมาก และมีมากจังหวัดกว่าที่เป็นข่าว เท่ากับยืนยันว่ารัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นไม่ได้