มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2558

 

เขตญี่ปุ่น ในประเทศไทย

           “ประเทศไทยถูกจัดเป็นเขตญี่ปุ่น หรือเขตเงินเยน เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจไม่เหมือนใคร โดยไม่มีใครสังเกตได้”

           วีรพงษ์ รามางกูร เขียนไว้ในบทความเรื่องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จากวิกฤตการณ์ [คอลัมน์คนเดินตรอก ใน ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 10-พุธที่ 12 สิงหาคม 2558 หน้า 12]

           “ไทยเป็นเขตญี่ปุ่น” ข้อความนี้บรรดาคลั่งไทยอาจไม่สนุกและไม่สบาย (ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล) เพราะตีโพยตีพายจนไข้ขึ้นว่าเสียหายถึงไทยแท้ๆ

           ที่จริงเรื่องทำนองเดียวกันนี้เคยมีตั้งแต่พันปีหรือพันห้าร้อยปีมาแล้ว เมื่ออินเดียแพร่อารยธรรมเข้ามาลงหลักปักฐานในไทยและพื้นที่ใกล้เคียงในอาเซียน ทำให้ดินแดนแถบนี้ถูกเรียกโดยนักปราชญ์ฝรั่งเศสว่า Indianized States เขตอินเดีย หมายถึง ไทยเป็นเขตอินเดีย หรืออาณานิคมอินเดียก็ได้

           ดังนั้น ทุกวันนี้ถ้าสืบรากเหง้าเข้าจริงๆแล้ว ไทยมีความเป็นอินเดียมากกว่าครึ่ง ตั้งแต่ประเพณีต่างๆ เช่น กราบไหว้, อาหารการกิน (เช่น แกงเผ็ดต่างๆ), จนถึงเครื่องทรงพระราชาและเครื่องแต่งตัวโขนละคร ฯลฯ

           จึงไม่ควรเดือดเนื้อร้อนใจในความเป็นธรรมดาโลก ถ้าคนไทยยุคข้างหน้าจะมีความเป็นญี่ปุ่นอยู่ด้วยอีกส่วนหนึ่ง รวมกับความเป็นเจ๊กซึ่งมีอยู่แล้ว

           แต่ควรทำความเข้าใจ แล้วตั้งรับอย่างมีความสุข โดยรู้เท่าทันวัฒนธรรมญี่ปุ่นและวัฒนธรรมโลก

 

ซอฟต์คัลเจอร์ของไทย

           ดร. โกร่ง วีรพงษ์ เขียนบอกอีกว่าแม้การโยกย้ายอุตสาหกรรมออกจากญี่ปุ่น จะไปที่มาเลเซียและอินโดนีเซียบ้าง ก็ไม่มากเท่ากับที่มาประเทศไทย เพราะประเทศเหล่านั้นมีทัศนคติที่ไม่สู้จะเป็นมิตรกับญี่ปุ่น หรือแม้แต่ชาติอื่น

           “ไม่เฉพาะเรื่องความขมขื่นที่เคยถูกญี่ปุ่นยึดครองระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น ยังมีปัญหาเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา เป็นสังคมที่วัฒนธรรมแข็ง หรือ “Hard Culture”

           ส่วนไทยเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมอ่อน หรือ “Soft Culture” แม่บ้านชาวญี่ปุ่นสามารถติดตามมาอยู่กับสามีได้ในตึกคอนโดฯ มีห้องใหญ่กว้างขวาง มีสังคมแม่บ้านญี่ปุ่นที่อบอุ่น —–”

           แรงงานไทยในยุคหลังๆ ดร. โกร่ง วีรพงษ์ บอกว่าเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ส่วนผู้บริหารชาวญี่ปุ่นก็เป็นที่ชื่นชอบของแรงงานชาวไทย

           ระยะหลังๆ ผู้บริหารก็ดี วิศวกรก็ดี นักบัญชีก็ดี ก็ล้วนเป็นคนไทยทั้งนั้น ก็เลยไปกันได้ดี บรรยากาศเช่นนี้ไม่มีในประเทศทั้งในเอเชียตะวันออกและประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

วัฒนธรรมกะล่อน

           หลายสิบปีมาแล้ว ผมเคยฟังการสนทนาวิชาการจากบรรดานักเรียนนอกกลุ่มหนึ่งของไทยในคอร์แนล (สหรัฐ) อย่างกระท่อนกระแท่น

           ไม่แน่ใจจะจำได้ถูกต้องครบถ้วนหมด ว่ามีนักวิชาการตะวันตก เสนองานวิจัยเปรียบเทียบญี่ปุ่น-ไทย พบว่า

           สังคมญี่ปุ่น มีโครงสร้างเหนียวแน่น รักษาวินัย กฎ กติกา มีประเพณี “รวมกลุ่ม” ต่อสู้และทำงานหนักอย่างซื่อตรงจงรักภักดี ไม่“ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” ดูได้จากระบบซามูไร

           สังคมไทย มีโครงสร้างหลวมๆ ปรับเปลี่ยนได้เรื่อยๆเหมือนวัฒนธรรมกะล่อนแบบ ศรีธนญชัย มีประเพณี “จับกลุ่ม” นินทาคนอื่นไปวันๆ โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นตายตัวกับอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือกับใครคนใดคนหนึ่ง

           มีตัวอย่างในประวัติศาสตร์ยุคก่อนๆ ต่อหน้ามูลนายเก่า พวกไพร่แสดงตนซื่อตรงจงรักภักดี พอลงบันไดไม่ทันพ้นจากเรือนนายเก่าก็เปลี่ยนไปแล้ว พร้อมที่จะภักดีนายใหม่ที่มีอำนาจเหนือกว่า และได้ประโยชน์มากกว่านายเก่า บางคนหักหลังนายเก่าซึ่งๆหน้าก็มี

           อย่างนี้ไม่รู้ว่า ดร. โกร่ง จะจัดเป็นวัฒนธรรมอ่อน หรือซอฟต์คัลเจอร์ไหม?document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);