มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2558

 

รื้อธรรมาสน์เก่า ที่เพชรบุรี

          พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง (ทั้งเจ้าอาวาส และไม่เจ้าอาวาส) ทำอะไรตามใจเป็น(พระ)ไทยแท้

          โบราณศิลปวัตถุสถานในวัดจึงถูกทำลายนับไม่ถ้วนโดยพระสงฆ์เหล่านั้น แล้วยังทำสม่ำเสมอสืบเนื่องยาวนานไม่น้อยกว่าครึ่งศตวรรษ แต่รอดหูรอดตาไม่น้อย

          เมืองเพชรบุรี มีนักปราชญ์แข็งแรงทางปัญญาอย่าง อ. ล้อม เพ็งแก้ว ทำให้โบราณศิลปวัตถุสถานจำนวนมากรอดพ้นจากการทำลาย ทั้งโดยพระสงฆ์และข้าพระโยมสงฆ์

          แต่คราวนี้เจ้าอาวาสเร็วกว่านักปราชญ์ เลยทำลายได้ก่อน ดังมีข่าวในมติชน (ฉบับวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2558 หน้า 11) จะคัดโดยสรุปมาดังนี้

siam17-08-58 1

เจ้าวัดรื้อ “ธรรมาสน์” เก่าเสียหาย

          นายล้อม เพ็งแก้ว นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการอิสระ พร้อมด้วยนายทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ นางพิศมัย ทองสมนึก ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี พระครูวัชรสุวรรณาทร เจ้าอาวาสวัดใหญ่สุวรรณาราม เจ้าคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง

          เดินทางไปยังศาลาการเปรียญวัดพระทรง ต. ท่าราบ อ. เมือง จ. เพชรบุรี เมื่อได้รับแจ้งว่าหนึ่งในสองธรรมาสน์วัดพระทรง ที่เป็นฝีมือของขุนศรีวังยศ อายุกว่า 100 ปี บนศาลาการเปรียญ ได้ถูกพระครูสังฆรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระทรงองค์ปัจจุบัน รื้อส่วนประกอบจนเสียหาย และว่าจ้างช่างจากต่างจังหวัดมาบูรณะให้เป็นของใหม่ ก่อความเสียหายในเชิงช่างศิลป์เมืองเพชรบุรี

          ธรรมาสน์บนศาลาการเปรียญดังกล่าวมีอยู่ 2 หลัง หลังแรกเป็นธรรมาสน์เก่า สร้างในสมัยพระวินัยธรเนยเป็นเจ้าอาวาส หลังที่มีปัญหาคือธรรมาสน์ที่สร้างในปี พ.ศ. 2460 เรียกว่าธรรมาสน์หลังใหม่ เป็นศิลปกรรมจำหลักไม้ ฝีมือขุนศรีวังยศ ทีมช่างในสมัยนั้นร่วมกันรังสรรค์ผลงานขึ้นมาเพื่อโชว์ฝีมือเชิงช่างเมืองเพชร ตั้งคู่กับธรรมาสน์หลังเก่า เป็นธรรมาสน์ยอดนพศูล ปิดทองทั้งหลัง และเป็นแม่แบบให้แก่ธรรมาสน์อีกหลายแห่งใน จ. เพชรบุรี

          นายล้อมกล่าวว่า “น่าเสียดายมากที่วัดได้กระทำโดยพลการ มิได้ปรึกษาผู้รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ หรือช่างที่มีความรู้ทางด้านการจำหลักธรรมาสน์โบราณในรูปแบบของเชิงช่างเมืองเพชรขุนศรีวังยศและทีมงานสมัยนั้นตั้งใจทำธรรมาสน์นี้ให้เป็น ‘วิมานเทวดา’ ตามความเชื่อแต่โบราณ” แล้วบอกอีกว่า

          ความเสียหายครั้งนี้ประเมินค่าไม่ได้ ดูเหมือนว่าเมื่อรื้อหลังนี้แล้ว หลังที่เก่ากว่านี้ที่อยู่ข้างๆ ก็จะถูกรื้อด้วย เพราะทำนั่งร้านไว้แล้ว การรื้อธรรมาสน์เพื่อทำใหม่ก็ทำอย่างขาดความระมัดระวัง งัดแงะจนของเก่าที่ทรงคุณค่าเสียหาย”

          พระครูสังฆรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระทรง กล่าวว่ายินดีรับฟังข้อเสนอแนะ และให้ช่างยุติการซ่อมแซมไว้ชั่วคราว จนกว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันในวันที่ 19 สิงหาคม

          “อาตมาเห็นว่าธรรมาสน์หลังนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงคิดจะจัดทำให้สวยงาม มิได้มีเจตนาทำให้เสียหายแต่อย่างใด เมื่อมีการท้วงติงยินดีรับฟังเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา”

          นี่นับว่ายังดีกว่าวัดทางฝั่งธนฯ ที่ทำไม่รู้ไม่ชี้ แล้วรื้อทำลายโบราณสถานเป็นหลังๆ จนกรมศิลปากรต้องออกแรง แล้วทำทีร้องทุกข์ต่อญาติโยมว่าสะเทือนใจd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);