มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2558

 

วัด กับ กรมศิลปากร

          ราว 60 ปีที่แล้ว โบราณสถานและปูชนียสถานในวัดไม่ถูกทำลาย หรือถูกทำลายไม่มาก เพราะที่ดินยังไม่มีมูลค่านัก จึงขายไม่ออก (เหมือนปัจจุบัน)

          แต่สถานที่เหล่านั้นพังเพระเนระนาดตามธรรมชาติไปเอง เพราะราชการและท้องถิ่นไม่มีกำลังดูแลบูรณปฏิสังขรณ์ ต้องปล่อยตามยถากรรมให้โกโรโกโสสับปะรังเค

 

พังเพราะขายได้

          ราว 40 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจการตลาดรุ่งเรืองกว้างขวาง โบราณสถานและปูชนียสถานก็เริ่มถูกทำลายมากขึ้นด้วยวิธีการหลากหลาย เพื่อเอาที่ดินสร้างอาคารพาณิชย์และอื่นๆ เพราะที่ดินขายได้และขายดี มีราคาแพง

          บางวัดต้องการโบสถ์ใหม่ ก็รื้อโบสถ์เก่า หรือต้องการกุฏิใหม่ ก็รื้อเจดีย์เก่าและอาคารเก่า โดยไม่แยแสคำทักท้วงทั้งจากชาวบ้านและจากทางการ

          ขณะเดียวกัน ทางการก็มีงบฯบูรณปฏิสังขรณ์ดีขึ้น และมากขึ้นด้วย แต่ทำได้ไม่ทั่วถึง เพราะสถานที่เหล่านั้นมีมากเกือบทุกท้องถิ่น

 

พังเพราะอ้างศรัทธามาก

          ราว 30 ปีที่แล้ว บางวัดที่มีโบราณสถานและปูชนียสถานสำคัญ ไม่ได้รื้อทำลาย แต่แก้ไขดัดแปลงแต่งเติมรกรุงรัง จนลดทอนคุณค่าต่างๆลงไป พอๆกับทำลายโดยไม่พัง

          เพราะสถานที่เหล่านั้นสร้างมูลค่ามหาศาลให้วัดทั่วประเทศที่มีอย่างนั้น แล้วยังอยากสะสมมากขึ้นอีก เลยต้องสร้างอย่างอื่นเพิ่ม โดยอ้างว่าประชาชนศรัทธามาบริจาคเงินสร้าง

          เพื่อหลอกล่อและเรียกร้องความสนใจจากสาธุชนให้ควักเงินทำบุญมากๆสม่ำเสมอตลอดปีตลอดชาติ         

          พบมากในวัดโบราณเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ที่อยุธยา, สิงห์บุรี, อ่างทอง, ลพบุรี, สุพรรณบุรี ฯลฯ

 

สะเทือนใจ แต่ไม่ทำอะไร

          ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยสะเทือนใจวัดที่ทำลายลักษณะนี้ แต่ทางวัดไม่อนาทรร้อนใจ เพราะรายได้เพิ่มทุกวันจนปิดตาปิดใจมืดมิดหมด

          ปัจจุบันจึงยังเห็นวัดอย่างนี้ทั่วไปเต็มบ้านเต็มเมือง ทางการทั้งฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่รู้จะทำอะไร? ต่างลูบหน้าปะจมูกกันและกัน

          ยิ่งมีมูลค่าทำรายได้มาก ก็ยิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมมากจนแน่นวัด แล้วเบียดเบียนและเบียดบังโบราณสถานและปูชนียสถานจนคุณค่าหดหายลงไปเรื่อยๆ บางวัดทำลายของเก่า เพื่อสร้างของใหม่ดื้อๆ

          ถ้าใครโวยวายขึ้นมา ก็ถูกกล่าวหาว่ามารศาสนา เช่น กรณีวัดแถวๆฝั่งธนบุรี

          แต่วัดทำทัศนะอุจาด และทำลายโบราณสถานเหล่านั้น กลับพากันยกย่องสรรเสริญเจริญพร แถมมีสมณศักดิ์สูงขึ้น

 

ความขัดแย้งมากขึ้น

          ความขัดแย้งระหว่างกรมศิลปากร (ผู้พิทักษ์คุณค่า) กับทางวัด (ผู้พิทักษ์มูลค่า) มีมากขึ้น เพราะวัตถุประสงค์ต่างกัน

          วัดทั้งๆรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ฝ่าฝืนมาก คือวัดหลวง เพราะมีอิทธิพลหนุนหลังจากภายนอก ดังกรณีวัดอื้อฉาวย่านธนบุรีขณะนี้เป็นที่รู้กัน

          วัดที่กลัวผิดกฎหมายคือวัดราษฎร์ แต่ทางวัดทำลายเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ

          บรรดาวัดราษฎร์ที่รักษาโบราณสถานอย่างทะนุถนอมดีอย่างยิ่งก็มี แต่กรมศิลปากรไม่สนใจ ถึงสนใจไปก็ไม่ได้หน้า จึงสนใจแต่วัดหลวงเท่านั้น

          พระสงฆ์ในวัด ไม่ได้รักษาศีลเสมอไป ขณะเดียวกันนักโบราณคดีในกรมศิลปากร ก็ไม่ได้ซื่อสัตย์ทุกคนไป ต่างฝ่ายต่างถือคติไม่สาวไส้ให้กากิน

 

กรณีศึกษา

          ความขัดแย้งล่าสุดระหว่างวัดกับกรมศิลปากร (อ่านรายละเอียดในหน้า 17 สุวรรณภูมิในอาเซียน ฉบับวันนี้) ควรเป็นกรณีศึกษาสำคัญมากๆของมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับอนุรักษ์โบราณวัตถุสถาน

          เพื่อคิดค้นลู่ทาง ท่าที และวิธีการใหม่ๆ ในการอนุรักษ์ โดยไม่ขัดแย้ง หรือขัดแย้งไม่มาก และไม่รุนแรง

          เพราะนักศึกษาที่เรียนจบด้านนี้ ส่วนหนึ่งต้องทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แล้วต้องผจญกับทางวัดต่างๆจำนวนมากทั่วประเทศ มีประจักษ์พยานเห็นได้ทุกวันนี้

          อย่างน้อย 50-60 ปีมานี้ แม้จะมีข่าวไม่มาก แต่ความขัดแย้งจริงๆมีมาก กรมศิลปากรแก้ไม่ตก อันเนื่องจากหลายสาเหตุ รวมทั้งจากตัวนักโบราณคดีเองด้วย

          แต่พากันเอาใบบัวปิดบังไว้ อาจเป็นเพราะใจแคบ ทำให้สังคมเสียโอกาสและเสียประโยชน์มาก