มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2558

 

ไท-ไต, ไทย ร้อยพ่อพันแม่

มาจากหลายชาติพันธุ์

 

          ไท-ไต สมัยดั้งเดิมหมายถึงคน (ที่มีสังคม แต่ยังไม่มีชื่อชนชาติว่ามอญ, เขมร, ไทย, ลาว) เป็นคำยกย่องในภาษาร่วมที่มีใช้ทั่วไปทั้งตระกูลมอญ-เขมร, ไทย-ลาว (และน่าจะมีด้วยในตระกูลม้ง-เย้า)

          ใครเรียกตนเองอย่างไร? พูดภาษาอะไร? ขึ้นอยู่กับขณะนั้นเป็นไท-ไตในอำนาจของใคร? ในกำกับของรัฐไหน?

          ถ้าอยู่ในกำกับรัฐที่ผู้มีอำนาจพูดไทยหรือลาว บรรดาตระกูลมอญ-เขมร, ม้ง-เย้า ในรัฐนั้นก็เรียกตัวเองเป็นไทยหรือเป็นลาว แล้วพูดไทยหรือลาวเมื่อติดต่อคนอื่นนอกบ้าน

          ทำนองเดียวกัน ถ้าอยู่ในกำกับของรัฐผู้มีอำนาจพูดภาษาเขมร บรรดาตระกูลไทย-ลาว ในรัฐนั้นก็เรียกตัวเองเป็นเขมร แล้วพูดเขมร

 

ข่า เปลี่ยนเป็น ไท-ไต

          ข่าบนที่สูงพูดมอญ-เขมร เมื่อติดต่อกับคนที่ลุ่ม ต้องพูดคำไท-ไตของคนที่ลุ่ม ในที่สุดก็ต้องการเป็นไท-ไต เพราะมีที่ทางทำมาหากินอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งกว่า

          พวกข่าจึงทยอยโยกย้ายลงที่ลุ่ม ยอมเป็นข้าในหมู่บ้านไท-ไต นานไปก็ขอเป็นไท-ไต โดยเปลี่ยนไปนับถือผีของพวกไท-ไต เมื่อได้รับอนุญาตจากชุมชุน ก็กลายเป็นไท-ไต

          กระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นไท-ไตมีตลอดเวลา ไม่มีหยุดนิ่ง ตั้งแต่ยุคเริ่มแรก จนยุคปัจจุบัน

          มีตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. 2534 ผมติดสอยห้อยตามคณะครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ไปเมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนามภาคเหนือ ติดพรมแดนลาว แล้วได้ฟังนักวิชาการไทดำ บอกเล่าดังนี้

          “ส่าไปตอยไฟ ไทไปตอยน้ำ” คำคล้องจองจากผู้ไทดำ เมืองแถน (เรียกพวกข่าว่าส่า)

          ตรงกับไทยปัจจุบันว่า “ข่าไปด้วยไฟ ไทยไปด้วยน้ำ” เพื่อบอกความแตกต่างทางวัฒนธรรมการผลิตอาหาร ระหว่างส่า (คือ ข่า พูดตระกูลภาษามอญ-เขมร) กับไท (หรือไต พูดตระกูลภาษาไทย-ลาว)

          พวกข่า (ส่า) อยู่บนที่สูง ทำไร่หมุนเวียน โดยจุดไฟเผาป่าเฉพาะพื้นที่จะปลูกข้าวไร่ (เฮ็ดไฮ่) โดยอาศัยน้ำค้างกลางฟ้า

          ได้ผลผลิตไม่พอกิน บางทีต้องเอาโลหะไปแลกข้าวจากพวกไท-ไต อยู่ที่ลุ่มเชิงเขา

          พวกไท-ไต อยู่บริเวณที่ลุ่ม ทำนาทดน้ำด้วยวิธีไถนา รอน้ำฝนหล่อเลี้ยง บางทีเรียกนาทางฟ้า

          พวกไท-ไต ได้ผลผลิตมากกว่าพวกที่สูง มีข้าวพอกินทั้งปี แล้วยังมีการค้าแลกเปลี่ยนกับผู้คนชนเผ่าชาติพันธุ์อื่นๆ สะดวกทั้งใกล้และไกล เพิ่มความมั่งคั่ง

 

ความเป็นไทย

          ความเป็นไทย เรียกตัวเองว่าไทย, คนไทย พบหลักฐานเก่าสุดบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อเรือน พ.ศ. 2000 (แต่ควรมีพัฒนาการมาก่อนหน้านั้น)

          คนหลายเผ่าพันธุ์หรือร้อยพ่อพันแม่ เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ม้ง-เย้า, ทิเบต-พม่า ฯลฯ เมื่อเป็นประชากรในอำนาจรัฐพูดภาษาไทย บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็ปรับเปลี่ยนตนเองเป็นไทย, คนไทย

          ใช่หรือไม่ใช่ จริงหรือไม่จริง ต้องรอเวลาตรวจสอบอีกนาน ขณะนี้เสมือนใบไม้ใบเดียวร่วงดินในดงใหญ่ แล้วก็เน่าหายไปเอง

 

ชวนถก ชาติและชาติพันธุ์

chuan thok

          เขียนมาทั้งหมดนี้ เพราะได้อ่านหนังสือดีวิเศษ ชื่อ ชวนถก ชาติและชาติพันธุ์ โดย นิติ ภวัครพันธุ์ (สำนักพิมพ์ศยาม ราคา 240 บาท)

          จำเป็นมากที่นักโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะในไทย ต้องอ่านแล้วทำความเข้าใจ โดยลดทิฐิและอคติผิดๆ ที่ถูกปลูกฝั่งจากครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆ สืบจนปัจจุบัน

          เพราะประวัติศาสตร์ไทยและบรรพชนไทยเป็นส่วนหนึ่งอย่างแยกไม่ได้จากประวัติศาสตร์และบรรพชนอุษาคเนย์ ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ จนเรียกเป็นที่รู้กันว่า “ร้อยพ่อพันแม่”

          ผมไม่เคยเรียนและไม่เคยรู้อย่างแท้จริงมาก่อนเรื่องชาติและชาติพันธุ์ตามที่มีในเล่มอย่างนี้ ของ อ. นิติ

          ที่ผ่านๆมาก็ได้แค่ครูพักลำจำ จึงไม่ฉลาด ที่เคยเขียนเกี่ยวกับไท-ไต และไทย เลยไม่ได้เรื่อง ไม่เป็นสรรพรสทางวิชาการ