มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (27)

นอบน้อม ถ่อมตน

 

          คนอุษาคเนย์นอบน้อมถ่อมตน เหตุจากมีสำนึกบ่าวไพร่ข้าช่วงใช้ยอมจำนนต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) และผู้เป็นนาย

          ความนอบน้อมถ่อมตนนี่เอง ทำให้พร้อมยอมตนเป็นผู้น้อยคอยรับใช้ผู้อื่น ปัจจุบันเรียกมีสำนึกบริการ เป็นคุณต่อเศรษฐกิจภาคบริการ

 

นอบน้อมยอมจำนน

           ลักษณะยอมจำนนต่ออำนาจเหนือกว่าของชาวสยาม มีหลักฐานในจดหมายเหตุลาลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางไปอยุธยาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231) ดังนี้

          ความสุภาพเรียบร้อยเป็นสิ่งจำเป็นแก่ชาวสยาม

          เขาหลีกเลี่ยงต่อการที่จะพูดจาปราศรัยกับชาวต่างประเทศ เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าเกิดเรื่องอะไรที่ไม่งามขึ้น พวกเขาจะต้องได้รับการพิจารณาว่าเป็นฝ่ายผิดทั้งนั้น และถ้าเกิดวิวาทกันขึ้นกับชาวต่างประเทศ พวกเขาก็จะเป็นฝ่ายถูกลงโทษเสมอไป 

          ฉะนั้นชาวสยามจึงฝึกบุตรของตนให้มีความเสงี่ยมเจียมตัวอย่างที่สุด ด้วยเป็นสิ่งจำเป็นในด้านดำเนินการค้าขาย และจำเป็นจะต้องสงบเสงี่ยมเป็นอย่างยิ่งในยามที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานหลวงปีละ 6 เดือน หรือต่อขุนนางคนใดคนหนึ่งที่ปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ.”

 

นั่ง

          ลาลูแบร์บันทึกถึงกิริยาของชาวบ้านกรุงศรีอยุธยาว่าโดยทั่วไปจะนั่งขัดสมาธิ แม้จะมีผู้ยกเก้าอี้มาให้นั่ง เขาก็จะนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ เพราะไม่กล้านั่งห้อยขาอย่างฝรั่ง ด้วยเห็นว่านั่งไม่เรียบร้อย

          กิริยาอาการทั่วไปของชาวบ้านกรุงศรีอยุธยาที่ยอมจำนนอย่างสุภาพที่สุดนั้น ลาลูแบร์สังเกตว่า

          “เมื่อตีวงกันอยู่ ชาวสยามจะไม่ลุกขึ้นยืนเป็นอันขาด แต่เขาจะไม่นั่งท่าขัดสมาธิ หากจะยอบกายหมอบลงเพื่อให้ความเคารพซึ่งกันและกัน

          พวกทาสและพวกบ่าวที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าขุนมูลนายของตน และราษฎรสามัญที่อยู่เบื้องหน้าเจ้านาย จะจรดเข่าลงกับพื้นและนั่งทับส้น ศีรษะโน้มมาข้างหน้าเล็กน้อย และพนมมือยกขึ้นเสมอหน้าผาก

          ชาวสยามที่เดินผ่านบุคคลที่เขาปรารถนาจะให้ความเคารพนบนอบไป เขาจะเดินก้มตัว พนมมือสูงต่ำตามควร”

 

ยิ้มสยาม

          ยิ้มสยาม เป็นความนอบน้อมอย่างหนึ่ง มีความหมายหลายหลากมากมายไม่จำกัด มีทั้งความหมายดีและไม่ดีที่คนอื่นมักเข้าใจไม่ครบถ้วน

          ซึ่งต่างจากยิ้มของคนจำนวนมากในโลกที่มีความหมายจำกัด เช่น แสดงความพึงใจเท่านั้น ไม่มีความหมายเป็นอย่างอื่นอีก

          เหตุที่ยิ้มสยามมีความหมายมากอย่างนั้น มาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ในเขตมรสุม ต้องยอมจำนนต่อธรรมชาติเพราะพึ่งพาน้ำฝนทำกสิกรรม ต้องมีพิธีกรรมแสดงความสุภาพอ่อนน้อมวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ ให้บันดาลความมั่นคงและความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ทางอาหารการกินให้แก่ตนเองและเผ่าพันธุ์ในชุมชน ซึ่งมียิ้มเป็นการแสดงความอ่อนน้อมอย่างหนึ่งที่สุภาพกว่าหัวเราะ

 

ยิ้มสุวรรณภูมิ

          ยิ้ม เป็นกิริยาของคนทุกเพศทุกวัย แสดงออกทางริมฝีปากและดวงตา บอกความรู้สึกแรกสุดและเก่าแก่สุด คือ อ่อนน้อมถ่อมตัว

          ต่อมาก็แสดงออกให้มีความรู้สึกต่างๆ เช่น รัก, ชอบ, เกลียด, เสียดสี, เยาะเย้ย ฯลฯ และมีความหมายต่างๆ กัน

          ยิ้มสยาม หมายถึงกิริยาอาการยิ้มของชาวสยาม ที่ประกอบด้วยคนสุวรรณภูมิหลายชาติพันธุ์ที่ล้วนมีลักษณะสังคมวัฒนธรรมร่วมกัน  อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน จนแยกออกจากกันไม่ได้

          ฉะนั้น ยิ้มสยามย่อมมีที่มาและมีความหมายอย่างเดียวกับยิ้มสุวรรณภูมิ โดยจะแยกเป็นยิ้มสยามโดดๆ ไม่ได้

          เพราะยังมียิ้มอื่นๆ ด้วย เช่น ยิ้มลาว, ยิ้มเขมร, ยิ้มพม่า, ยิ้มมอญ, ยิ้มข่า, ยิ้มละว้า, ยิ้มมลายู, ยิ้มจาม, ยิ้มเรอแดว, ฯลฯ

          ล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับยิ้มสยามที่มีพื้นฐานจากยอมจำนน มีเรื่องราวปัญหาอะไรก็ยิ้มไว้ก่อน เชื่อว่าปลอดภัย มั่นคง

culture(27)3-07-58 3

ข้า, ข้อย

          คำใช้เรียกแทนตัวเองที่แสดงความนอบน้อมอย่างยิ่งในประเพณีไทย-ลาว คือ ข้า, ข้อย

          ข้า แปลว่า บ่าว, คนรับใช้ บางทีเรียกอย่างเหยียดหยามว่า ขี้ข้า หมายถึงต่ำต้อยยิ่งกว่าข้า

          ข้อย แปลว่า ผู้น้อย, บ่าว, คนรับใช้ กร่อนจากคำว่า ข้าน้อย หมายถึงตัวผู้พูดเป็นข้า หรือขี้ข้า ซึ่งไม่มีศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง ซ้ำยังเป็นขี้ข้าตัวน้อยๆ แทบไม่มีตัวตน

ท่านั่งพับเพียบ เก็บหัวเข่าชิดกัน แสดงความนอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ดีราชสำนักสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อมากกว่าพันปีมาแล้ว ผู้หญิง 5 คน ขับลำและบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ เป็นต้นแบบเสภาดนตรี-มโหรีในกฎมณเฑียรบาลยุคอยุธยา ปูนปั้นประดับฐานสถูปยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 ที่เมืองคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี

ท่านั่งพับเพียบ เก็บหัวเข่าชิดกัน แสดงความนอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นลักษณะเฉพาะของผู้ดีราชสำนักสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์เมื่อมากกว่าพันปีมาแล้ว
ผู้หญิง 5 คน ขับลำและบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีต่างๆ เป็นต้นแบบเสภาดนตรี-มโหรีในกฎมณเฑียรบาลยุคอยุธยา ปูนปั้นประดับฐานสถูปยุคทวารวดี ราว พ.ศ. 1400 ที่เมืองคูบัว อ. เมือง จ. ราชบุรี

d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);