มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2558

 

ความเห็นแก่ตัว

ของอาจารย์มหาวิทยาลัย

 

           ครูบาอาจารย์ปัจจุบัน ทั้งระดับประถม, มัธยม, อุดม ล้วนเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาไทยในอดีตที่ตกทอดถึงปัจจุบัน คือ

           ทำคนให้เซื่องๆ อยู่ในโอวาทของคนชั้นปกครองผู้มีอำนาจ

           ดังนั้น เมื่อมีโอกาสเลื่อนสถานะก็ประพฤติอำนาจนิยมตามคนชั้นปกครอง ที่เอาประโยชน์ส่วนตนนำหน้า ประโยชน์ส่วนรวมทิ้งไป (ไม่ตามหลัง)

           พยานเรื่องนี้มีให้เห็นสืบมายาวนาน แต่พากันปกปิดไว้ เพราะสังคมไทยยกย่องครูบาอาจารย์เสมือนปูชนียบุคคล ยิ่งสอนมหาวิทยาลัยยิ่งขลัง ศักดิ์สิทธิ์

           เลยยิ่งเปิดช่องให้มีคอร์รัปชั่นเชิงวิชาการมหาวินาศสันตะโร ทั้งในมหาวิทยาลัยและในกระทรวงศึกษาฯ

 

ประโยชน์ส่วนตนนำหน้า

           ความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบสังคม ของอาจารย์มหาวิทยาลัยพวกหนึ่ง หรือฝูงหนึ่ง มีประจานอยู่ในคำแถลงเปิดโปงโจ่งแจ้งของ ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร รมช. ศึกษา จะคัดมาเป็นพยานดังนี้

           ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยต่างๆที่เตรียมตัวปรับเปลี่ยนสถานภาพมหาวิทยาลัยรัฐไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(หรือออกนอกระบบ)

           เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเรื่องการออกนอกระบบ ทำให้ทราบว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งยังไม่เข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของการออกนอกระบบว่าคืออะไร?

           ส่วนใหญ่ยังพูดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง เช่น ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ ที่จะได้รับ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นผลพลอยได้เท่านั้น

           ส่วนประเด็นหลักกลับไม่ได้พูดถึง ที่ว่าการออกนอกระบบจะทำให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการทุกส่วน ทำให้มหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ เช่น การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยเป็นเลิศวิชาการ มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น เป็นต้น”

           (ไทยรัฐ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2558 หน้า 15)

           อ่านเฉพาะที่ยกข่าวมานี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยส่วนมากจึงล้าหลัง? ขนาดธนาคารไทยบางแห่งไม่ยอมรับประสิทธิภาพผู้จบการศึกษา

           และไม่ต้องประหลาดใจที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเหล่านี้ ประณามนักศึกษาที่เรียกร้องเสรีภาพ

           เพราะพวกอาจารย์ฝูงนี้ยอมล่อนจ้อนประจบอำนาจเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นส่วนตนเท่านั้น