มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2558

 

2 มาตรฐาน การแสดงไทย, ไม่ไทย

           ลิเก, หมอลำ, หนังตะลุง, ขับซอ, โปงลาง ฯลฯ และอื่นๆ ตามประเพณี ถือเป็นการแสดงพื้นบ้าน คือไม่ไทย อาจรอดได้ถ้าไม่แช่แข็งโดยกีดกันวัฒนธรรมป๊อป

           แต่ต้องรับความจริงร่วมกันก่อน ว่าการแสดงตามประเพณีทุกอย่างทั้งในไทยและในโลก ล้วนพ้นสมัยแล้ว อย่าฝืน

           “คนอยากดูมีไม่มาก ที่มีมากๆคือคนไม่อยากดู” ไม่เว้นแม้ข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม (ถ้าไม่ฝืนโกหกตัวเองประจบเพื่อความก้าวหน้าทางราชการ)

           และไม่น่าเชื่อว่าจะหาคนดูพบ หรือสร้างคนดูได้ เพราะกาลเวลาพิสูจน์ไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว ทางการพยายามทุ่มเทงบประมาณอนุรักษ์และฟื้นฟู แล้วคนดูไม่เพิ่ม มีแต่ลดลงเรื่อยๆ ดังที่ต้องตีปี๊บกันทุกวันนี้

           นานๆทีตีปี๊บเล่น ก็สนุกดีเหมือนกัน พอหมดสนุกก็ลืม เหมือนผ่านๆมา

 

ไทย กับ ไม่ไทย

           นาฏศิลป์และดนตรีตามประเพณี เป็นการแสดงที่ถูกทางการไทย 2 มาตรฐาน กำหนดว่ามี การแสดงไทย กับ การแสดงไม่ไทย

           การแสดงไทย คือ นาฏศิลป์และดนตรี ภาคกลาง ที่ถูกแช่แข็งแล้วกีดกันวัฒนธรรม ป๊อป ได้แก่ โขน, ละคร, ระบำ และมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย

           [โดยไม่รวมการแสดงของประชาชน เช่น เพลงฉ่อย, เพลงเรือ, เพลงระบำ, เพลงเทพทอง, เพลงทรงเครื่อง, เพลงลำตัด, โขนสด, ลิเก, ฯลฯ จัดเป็นพื้นบ้าน คือไม่ไทย]

           การแสดงไม่ไทย คือ นาฏศิลป์และดนตรี นอกเหนือจากภาคกลาง (ที่ถูกกำหนดเป็นไทยไปแล้ว) แล้วถูกเรียกพื้นบ้าน

           ซึ่งเท่ากับพื้นบ้าน หมายถึงไม่ไทย ได้แก่ นาฏศิลป์และดนตรี ของภาคต่างๆ คือ ภาคเหนือ, ภาคอีสาน, ภาคใต้ (รวมบางประเภทของภาคกลางที่เป็นของประชาชน)

 

ไม่ไทย คือรากฐานการแสดงไทย

           ในทางวิชาการด้านการละเล่น(หรือการแสดง)ของอุษาคเนย์และของโลก การแสดงไม่ไทยนี่แหละเก่าแก่สุด แล้วเป็นรากฐานหรือพื้นฐานให้การแสดงไทยที่มีสมัยหลังไม่ไทย

           จึงฟังตลกๆ แต่หัวเราะไม่ออก ที่มีข่าวว่า

           กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งบรรจุวิชาดนตรีพื้นบ้าน และนาฏศิลป์ไทย ไว้ในหลักสูตรท้องถิ่นด้วย [กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2558 หน้า 15]

           เท่ากับเป็นพยานว่าระบบการศึกษาไทยก็ถูกครอบงำให้เชื่อว่าพื้นบ้าน คือไม่ไทย จึงไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องยอมรับรู้ความสำคัญทางวิชาการของการแสดงที่ถูกกำหนดว่าไม่ไทย

 

ทางเลือก ทางรอด

           ไทยหรือไม่ไทย เป็นแค่อาภรณ์ประดับประดาประเทศตามประเพณี ที่ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ยากอย่างยิ่ง แต่บางอย่างยืนไม่ได้เลย

           ฉะนั้นอย่าหลอกตัวเอง แล้วอย่าฝืนความจริงของโลกและชีวิต โดยมโนความเป็นไทยไปนิมิต แล้วป่าวร้องเทวฤทธิ์ร่วมกันฟูมฟายโหยหา

           สิ่งเหล่านี้จะต่อลมหายใจได้ก็โดยราชการอุปถัมภ์ เช่น กรมศิลปากร, กรมประชาสัมพันธ์, กรุงเทพมหานคร, มหาวิทยาลัย ฯลฯ

           กระทรวงวัฒนธรรม ควรสนับสนุนงบฯให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศสำนักศิลปากร และทำกิจกรรมสม่ำเสมอ โดยมีการแสดงทั้งไทยและไม่ไทยในพิพิธภัณฑ์และโบราณสถาน เพื่อชักจูงคนเข้าชม และแบ่งปันวิชาความรู้

           มหาวิทยาลัย ควรมีกิจกรรมประกอบวิชาการเรื่องการแสดงประจำปี

           รัฐบาล ควรมีนโยบายให้เทศบาลและ อบจ. ทั่วประเทศ มีการแสดงทั้งไทยและไม่ไทยในกิจกรรมสาธารณะสม่ำเสมอตลอดปี เช่น ปีใหม่, สงกรานต์, ลอยกระทง ฯลฯ

           แต่อย่าพากันมโนด้วยนิมิตให้หลงทางว่าความเป็นไทยใหญ่ยิ่งจะเสื่อมสูญมิได้ เพราะเรื่องจริงคือหนีไม่พ้น และสูญไปแล้วไม่น้อย เช่น เพลงปรบไก่, เพลงเทพทอง ฯลฯ

 

ทางรอด—ไม่รอด ของไม่ไทย

           การแสดงไทย มีแต่ไม่รอด ยังมองไม่เห็นทางรอด เพราะกีดกันป๊อปจนพัฒนาไม่ได้ จึงต้องอาศัยราชการอุปถัมภ์เป็นสำคัญ

           การแสดงไม่ไทย ยังมีทางรอด ถ้าไม่กีดกันวัฒนธรรมป๊อป โดยสร้างสรรค์ใหม่ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ให้เข้ากันได้กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง

           ถ้าอนุรักษ์สุดโต่งแข็งทื่อก็ไม่รอด ต้องเข้ามิวเซียมอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาโลก ล้วนเคยมีเคยเป็นมาแล้วทั้งนั้น

           เว้นที่ไทยไม่เก็บเป็นระบบสิ่งที่ไม่รอดไว้ เลยหายไม่เหลือซากจำนวนมาก นานๆทีก็ยกมาฟูมฟายอย่างที่ได้ยินทุกวันนี้ เพื่อแสดงตนเป็นคนดี รักความเป็นไทยแท้ๆ