มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2558

 

อุบัติ หรือวิบัติ ของภาษาไทย

           อคติของคนเท่านั้นที่ทำให้ภาษาวิบัติ ไม่มีอย่างอื่น

           เพราะในความเป็นจริงแล้วภาษาวิบัติไม่ได้ด้วยตัวภาษาเอง จึงมีเสมอคือภาษาอุบัติเพื่อสนองวิถีชีวิตที่เคลื่อนไหว ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนใช้ภาษา

           [อุบัติ แปลว่า เกิด, เจริญ, เติบโต], [วิบัติ แปลว่า ตาย, เสื่อม, ฉิบหาย]

           ภาษาวิบัติ หมายถึงภาษาไทยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดยคนชั้นนำของไทย ซึ่งสืบทอดแบบแผนนับพันๆปีมาแล้ว จากภาษาบาลี-สันสกฤต, มอญ-เขมร

           ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยมีทัศนะว่าภาษาวิบัติ เพราะไม่ปลื้ม และไม่ศึกษาภาษาไทยที่มีชีวิตชีวาเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตามทันสังคมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง

           ส่วนคนทั่วไปที่ไม่อนุรักษนิยม ล้วนชื่นชมภาษาอุบัติ ไม่คิดว่าภาษาวิบัติ เพราะมีการสร้างคำใหม่ๆ เคลื่อนไหวทันโลกและชีวิต ทดแทนคำเก่าที่เสื่อมความนิยม

 

เทคโนโลยีใหม่

           ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งภาษา มีศูนย์กลางอยู่ที่ยุโรป, อเมริกา กับญี่ปุ่น, เกาหลี

           บ้านเมืองในอุษาคเนย์ล้วนรับแบบแผนจากยุโรป, อเมริกา ต่อมาก็รับจากญี่ปุ่น, เกาหลี

           คนชั้นนำของไทยไม่ยอมรับความจริงที่เปลี่ยนไปแล้ว ว่าปัจจุบันรับเทคโนโลยีจากยุโรป, อเมริกา จึงดันทุรังให้ความสำคัญเหมือนพันๆปีที่แล้วต่อภาษาบาลี-สันสกฤตและมอญ-เขมร

           สมัยแรกๆ นับพันๆปีมาแล้ว อินเดียเป็นศูนย์กลางความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมถึงภาษา

           บ้านเมืองในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ล้วนรับแบบแผนจากอินเดีย พร้อมกับรับภาษาบาลี-สันสกฤต แล้วรับตัวอักษรมาใช้งานด้วย จนพัฒนาขึ้นเป็นอักษรมอญกับอักษรเขมร ท้ายสุดเป็นอักษรไทย

           ไทยสมัยต่อมารับภาษาและอักษร ทั้งบาลี-สันสกฤตและมอญ-เขมร จนมีพัฒนาการสืบมาเป็นภาษามาตรฐานของคนชั้นนำ แล้วพยายามควบคุมบังคับให้รักษามาตรฐานนี้ไว้ในปัจจุบัน

           ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงกล่าวโทษคนอื่นเสมอว่าภาษาวิบัติ เพราะตนสูญเสียสถานะจากเดิม

 

จารึกพ่อขุนฯ

           อาการสูญเสียสถานะเดิมของคนชั้นนำอนุรักษนิยม ดูได้จากปฏิกิริยาเจ็บปวดรวดร้าว โมโหโกรธาทุกครั้งที่มีผู้บอกว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงไม่ใช่ของจริง

           เพราะมีนักวิชาการเสนองานวิจัยเป็นเล่มอย่างทางการ พบว่าไม่ได้ทำในรัชกาลพ่อขุนสุโขทัย แต่ทำสมัยรัตนโกสินทร์ โดย ร.4 ด้วยเหตุผลทางการเมืองภายในและภายนอก

           คนชั้นนำบางคนใจร้ายถึงขนาดกล่าวโทษรุนแรงต่อนักวิชาการที่ทำวิจัยเรื่องนี้ แต่ไม่เคยแสดงงานวิจัยอย่างเป็นวิชาการมาชี้แจงตอบโต้ มีแต่เฮตสปีชลับหลัง}