มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558

 

อยากมีลูก ไม่อยากมีผัว

          นานหลายเดือนมาแล้ว ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจาก พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล ช่วยให้ผมได้ดูหนังสารคดีเรื่องหมัวซัว ชนเผ่าที่สตรีเป็นใหญ่

          [ออนแอร์ช่อง Thai PBS ตั้งแต่อังคาร 10 มีนาคม 2558]

          แล้วได้อ่านรายงานเชิงวิชาการที่พี่นกปริ๊นต์จากเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งผมไม่มีวันค้นหาได้ด้วยตัวเอง เพราะล้าหลังมากๆ

          “อยากมีลูก แต่ไม่อยากมีผัว” และ “ลูกรู้จักแม่ แต่ไม่รู้จักพ่อ” สรุปในใจตัวเองเมื่อดูหนังและอ่านเอกสารต่างๆที่รับมา

          ตรงนี้น่าจะเป็นร่องรอยวิถีชีวิตเก่าแก่มากๆของอุษาคเนย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว ที่ยกย่องหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม เรียกแม่, เม

 

ต่างคนต่างอยู่

          เนื้อหาของหนังสารคดีหมัวซัว สรุปโดย แม็ก สุพรรณ (แห่งดรีม แคทเชอร์) ว่า

          ฝ่ายชายจะไปที่บ้านหญิงคนรักแล้วนอนค้างคืนด้วยกัน พอรุ่งเช้าฝ่ายชายก็กลับบ้านของตน

          ความสัมพันธ์อย่างนี้อาจมีระยะเวลาแค่ 2-3 วัน หรือตลอดชีวิตก็ได้ เมื่อหมดรัก ก็เลิกกันด้วยดี

          ในกรณีของลามูที่เลิกรากับพ่อของลูกสาวทั้งสอง เพราะเขาไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิงคนใหม่ แต่เธอก็ไม่มีคนใหม่ เพราะคิดว่ามีสัมพันธ์กับผู้ชายดีๆซักคนโดยไม่ต้องแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีกว่า

          แฟนคนปัจจุบันช่วยงานบ้านเป็นบางครั้ง เขาเอาใจใส่ลูกๆของลามูดีมาก เธอคิดว่าอาจจะคบกันแบบนี้ตลอดไป ขอแค่ฝ่ายชายแวะมาพบกันบ้างก็พอ แต่ถ้าฝ่ายชายติดงานก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

 

หญิงเป็นใหญ่

          หมัวซัวเป็นชื่อชนเผ่าหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน

          ในเอกสารจีนโบราณ(หม่านซู)ระบุว่าบริเวณนี้ลงไปทางใต้จรดทะเล ราว 2,000 ปีมาแล้ว เป็นหลักแหล่งของชนเผ่าร้อยพ่อพันแม่

          ยาย เป็นใหญ่สุดในครอบครัว ที่มีสมาชิกราว 40-50 คน

          แม่ เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการงานทุกอย่างในครอบครัว (ซึ่งประกอบด้วย ลุง, ป้า, น้า, และเจ๊ๆหลายคน)

          ส่วนลุงและน้าชายมีหน้าที่ทำงานก่อสร้างซ่อมแซมเรือนและเครื่องมือเครื่องใช้

          ไม่มีพ่อ ไม่รู้จักพ่อจริงๆ และไม่มีศัพท์คำว่า พ่อ, ผัว เป็นพยานการสืบสกุลทางฝ่ายหญิง เพราะหญิงเป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน

          ส่วนชายเป็นบ่าว (แปลว่า ขี้ข้า) อยู่ในเรือนของสาว (แปลว่า นาย, หัวหน้า) เลี้ยงลูกและงานหนักบางอย่าง เช่น ไถนา, ก่อสร้าง ฯลฯ

          เมื่อมีลูก ไม่ต้องเลี้ยงเอง แต่จะยกให้พี่ชายของฝ่ายหญิงนำไปเลี้ยงทั้งหมด

          เมื่อเด็กทั้งชายหญิงอายุ 13 จะถือว่าเข้าวัยผู้ใหญ่ และจะมีพิธีเฉลิมฉลอง ญาติๆจะมารวมกันและนำของขวัญมาให้

          [ในเอกสารจีนบอกว่าทูตจากจีนชื่อโจวต้ากวานเข้าไปในนครธม ราว พ.ศ. 1839 (ปีเดียวกับสถาปนาเมืองเชียงใหม่) บันทึกว่า เด็กหญิงอายุ 13 ต้องเข้าพิธีสู่ขวัญเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว (ในเอกสารจีนเรียกพิธีเบิกพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นคำบอกเล่าอย่างเดาๆของคนยุคนั้น) เพราะโดยเฉลี่ยวัย 13 ปี จะเริ่มมีประจำเดือน แล้วมีกำหนัด ในประเพณีดั้งเดิมถือว่าพ้นสภาพพรหมจารี]

          ปัจจุบัน บ้านเมืองของพวกหมัวซัวเจริญขึ้น เด็กๆได้รับการศึกษามากขึ้น คนที่มีการศึกษามีโอกาสได้งานดีๆในเมือง คนหนุ่มสาวก็เริ่มจากหมู่บ้านไปทำงานในเมืองมากขึ้น

          เมื่อหลายอย่างเปลี่ยนไป ประเพณีดั้งเดิมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่จะยั่งยืนต่อไปอย่างไร? แค่ไหน?

          ในแง่ประวัติศาสตร์สังคมของอุษาคเนย์ ก่อนรับศาสนาจากอินเดีย หนังสารคดีเรื่องหมัวซัว กับงานวิจัยทางมานุษยวิทยาเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ จะเป็นกรณีศึกษาดีมากๆ

          ผมพยายามติดตามหาบทหนัง(ที่แปลไทยแล้ว)มาอ่านเพื่อศึกษา แต่หาไม่ได้

          ประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยยังขาดความรู้ทางสังคมวัฒนธรรมเหล่านี้ เพราะมุ่งแต่สะสมของเก่า แต่ไม่รู้ชีวิตสังคมเก่า}