มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2558

 

แทงควาย กลายเป็นแทงเสือ

buffalo 1

          กระตั้วแทงเสือ เป็นการละเล่นของชาวบ้านภาคกลาง ยุคปัจจุบัน

          [เป็นอย่างเดียวกันกับเพลงทำนองกราวตะลุง ร้องบ้องตันถือหอกไปแทงเสือ]

          ลักษณะโครงสร้างเรื่องอย่างนี้ดัดแปลงเลียนแบบการละเล่นของหลวง ชื่อกระอั้วแทงควาย

          ทุกวันนี้ในอีสานยังมีการละเล่นแบบนี้ เรียกบวชควาย

          [มีรายงานพิเศษเรื่องบวชควายอยู่ในประชาชื่น มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2558 หน้า 17]

 

ควายศักดิ์สิทธิ์

          บวชควาย เป็นการละเล่นเกี่ยวกับควายในพิธีเลี้ยงผีบรรพชนประจำปีเพื่อขอฝนในหน้าแล้ง ของชาวบ้านที่มีอาชีพทำนาภาคอีสาน

          โดยคนกลุ่มหนึ่งแต่งเป็นควายและแต่งเป็นอื่นๆ เล่นกันทั้งชุมชน แล้วจบลงด้วยกินเลี้ยงกินเหล้า

          [บวชควาย เป็นชื่อใหม่ แต่โครงสร้างหลักของการละเล่นเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมดึกดำบรรพ์]

          คำว่า บวช (ในชื่อบวชควาย) ยืมจากศัพท์พุทธศาสนา หมายถึงพิธีกรรมปรับเปลี่ยนสถานะของคนเล่นเป็นควาย จากคนธรรมดาๆ เป็นควายศักดิ์สิทธิ์ ต้องเป็นบุคคลในตระกูลสายแหรกที่ได้รับมอบหมายถ่ายทอดจากชุมชนให้ทำพิธีกรรมนี้ (คนอื่นนอกสายแหรกทำไม่ได้)

          [บวชในพุทธศาสนา หมายถึงชายเปลี่ยนสถานะจากคนธรรมดาเป็นนักบวช เช่น ภิกษุ, สามเณร โดยโกนผม แล้วนุ่งห่มด้วยผ้าย้อมสีที่กำหนด]

 

กระอั้วแทงควาย

          การละเล่นบวชควาย (จ. ร้อยเอ็ด) เป็นร่องรอยที่หลงเหลือของพิธีฆ่าควาย(แทงควาย)เอาเลือดควายทำพิธีศักดิ์สิทธิ์เซ่นผีบรรพชน ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว

          พบหลักฐานเก่าสุดในภาพเขียนสีราว 2,500 ปีมาแล้ว บนเพิงผาและผนังถ้ำ มีรูปควายกับคน ทั้งที่ภาคกลางและภาคอีสาน (นักโบราณคดีไม่อธิบายว่าพิธีอะไร?)

          ยุคแรกเริ่มดั้งเดิมการละเล่นนี้ไม่ชื่อบวชควาย(อย่างที่ชาวบ้านเรียกปัจจุบัน) แต่ยังไม่พบหลักฐานว่าชื่อดั้งเดิมว่าอะไร?

กระอั้วแทงควาย มีในภาพจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า (ลายเส้นคัดลอก โดย ธัชชัย ยอดพิชัย)

กระอั้วแทงควาย มีในภาพจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า (ลายเส้นคัดลอก โดย ธัชชัย ยอดพิชัย)

          ชื่อการละเล่นอย่างนี้เก่าสุดเรียกกระอั้วแทงควาย มีร่องรอยสืบเนื่องตั้งแต่สมัยอยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ ในพระราชพิธีสมโภชต่างๆ

          มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่ในโบสถ์วัดพระแก้ววังหน้า [(วัดบวรสุทธาวาส) ใกล้โรงละครแห่งชาติ เชิงสะพานปิ่นเกล้า ฝั่งกรุงเทพฯ] แล้วยังบอกมีไว้ในหนังสือโคลงดั้นเรื่องโสกันต์ พระราชนิพนธ์ ร.5 ดังนี้

          นางกระอั้วกั้นร่มเว้า              เผอเรอ

          แป้งเปรอะห่มแดงนม            พลัดกลิ้ง

          เคี้ยวหมากผย่ำเผยอ            ยาจุก ตุ่ยนา

          ทำกระตุกกระติกตุ้งติ้ง          ติดผัว

          พบควายร้องหวีดว้าย            ตะกุย ตาแฮ

          ควายไล่กระชั้นตัว                หอกจ้อง

          กระจายหกกระจุกกระจุย      ของหมด

          ต่างวิ่งวุ่นว้าร้อง                    ช่วยที

          ต่อมาชาวบ้านเลียนแบบไปเล่นสืบถึงทุกวันนี้ เรียกกระตั้วแทงเสือ แล้วมีบทร้องทำนองเพลงกราวตะลุงว่าบ้องตันถือหอกไปแทงเสือ} else {