มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (26)

นั่งยองๆ ชันเข่า

 

           คนอุษาคเนย์ในอาเซียน นั่งยองๆ นั่งชันเข่า ตั้งแต่ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ต่อเนื่องจนปัจจุบัน

           นั่งยองๆ คือ นั่งโดยวิธีตั้งเข่าหรือชันเข่าทั้งสองข้างไม่ให้ก้นถึงพื้น

           นั่งชันเข่า คือ นั่งก้นติดพื้นโดยวิธียกเข่าทั้งสองข้างตั้งขึ้น

คนพื้นเมืองดั้งเดิมสองฝั่งโขง นั่งยองๆ และนั่งชันเข่าตามสะดวก

คนพื้นเมืองดั้งเดิมสองฝั่งโขง นั่งยองๆ และนั่งชันเข่าตามสะดวก

นั่งยองๆ ของอุษาคเนย์

           นั่งยองๆ เป็นวัฒนธรรมร่วมในการแสดงความนอบน้อมของคนอุษาคเนย์ในอาเซียนสืบมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์นับพันปีมาแล้ว

           เมื่อนางมณฑาลงกระท่อมปลายนาของนางรจนากับเจ้าเงาะ เพื่ออ้อนวอนให้ช่วยออกตีคลีพนันในบทละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ ร.4 เจ้าเงาะแสดงความนอบน้อมเคารพนางมณฑา (ซึ่งเป็นแม่ยาย) โดยนั่งยองๆ พนมมือเหมือนรับศีลจากพระสงฆ์ ดังมีกลอนพรรณนาว่า

นักโทษชาย 5 คน นั่งยองๆ พนมมือ [ที่คุกแห่งหนึ่งในย่างกุ้ง ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ภาพจาก www.oldindianphotos.in]

นักโทษชาย 5 คน นั่งยองๆ พนมมือ [ที่คุกแห่งหนึ่งในย่างกุ้ง ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ภาพจาก www.oldindianphotos.in]

           เมื่อนั้น                               เจ้าเงาะทำเหมือนถวายตัวใหม่

           เฝ้าแต่แลมาแลไป                 ไม่เข้าใจนบนอบหมอบกราน

           นั่งยองยองมองดูแล้วปูผ้า     พนมมือเมินหน้าท่าแบกขวาน

           ราวกับจะรับศีลสมภาร          พังพาบกราบกรานท่านแม่ยาย

พระสงฆ์นั่งยองๆ เหมือนปลงอาบัติในวันพระใหญ่ ขึ้น 15 ค่ำ ก่อนเข้าโบสถ์ทำวัตร (จิตรกรรมฝาผนังใน หอพระไตรปิฎก สมัย ร.3, ร.4 วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ)

พระสงฆ์นั่งยองๆ เหมือนปลงอาบัติในวันพระใหญ่ ขึ้น 15 ค่ำ ก่อนเข้าโบสถ์ทำวัตร (จิตรกรรมฝาผนังใน หอพระไตรปิฎก สมัย ร.3, ร.4 วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ)

นั่งชันเข่าข้างเดียวของเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ เป็นท่านั่งอย่างนอบน้อมของคนชั้นสูงในราชสำนักกัมพูชา ราว พ.ศ. 1500 ในภาพสลักตามปราสาทหินในกัมพูชา (ภาพโดย ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

นั่งชันเข่าข้างเดียวของเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ เป็นท่านั่งอย่างนอบน้อมของคนชั้นสูงในราชสำนักกัมพูชา ราว พ.ศ. 1500 ในภาพสลักตามปราสาทหินในกัมพูชา (ภาพโดย ประภัสสร์ ชูวิเชียร คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)

ท่านั่งยองๆ ตะวันออก-ตะวันตก

           คำว่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ และนั่งงอตัว (รวมถึงการงอตัวของทารกในครรภ์มารดา) ใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษคำเดียวกันคือ squat (กริยา) หรือ squatting (นาม)

           อาจเป็นเพราะในโลกตะวันตกไม่มีวัฒนธรรมการแยกท่านั่งในลักษณะดังกล่าว

           ต่างจากตะวันออก ซึ่งมีคำศัพท์หลากหลาย แสดงถึงการให้ความสำคัญและการมีมาอย่างยาวนานของวัฒนธรรมการนั่งลักษณะนี้ เช่น

           ผู้รู้ภาษามอญ อธิบายว่านั่งยองๆ มีศัพท์ว่า ฮะโจะฮะจุ่น มาจากคำว่า ฮะโจะ แปลว่า นั่ง ฮะจุ่น แปลว่า ยองๆ ซึ่งใช้เฉพาะท่านั่ง ไม่ใช้ในความหมายว่างอตัว

           แม้ตะวันตกจะไม่ได้แยกศัพท์ แต่มองว่าท่านั่งลักษณะนี้เป็น ‘วัฒนธรรม’ อย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีความเกี่ยวข้องกับทางแพทย์และสาธารณสุข

           ดังปรากฏบทความและงานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับสุขอนามัยของประเทศโลกที่สาม ซึ่งใช้ส้วมแบบที่เรียกว่า ‘ส้วมนั่งยอง

(ซ้าย) ฤาษี 5 ตน นั่งท่าโยคาสนะ บนทับหลังชั้นใน ด้านทิศตะวันออก ของปราสาทประธานที่ปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์ อายุราว พ.ศ. 1650 ทับหลังแผ่นนี้จำหลักรูปฤาษี 5 ตนประทับนั่งในท่าโยคาสนะ คือท่านั่งชันเข่าทั้งสองข้างแล้วเอาเท้าไขว้กัน อย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในปราสาทขอม หลายครั้งมักพบว่าจะสลักรูปสายโยคปัฏฏ์รัดไว้ที่หน้าแข้ง แต่ไม่มีในภาพสลักรูปนี้ (คำอธิบายโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ) (ขวา) โภชาชานียชาดก—ท่านั่งชันเข่าแบบนักบวชและคนชั้นสูง จากลายสลักบนแผ่นหินเรื่องชาดก ในอุโมงค์วัดศรีชุม  จ. สุโขทัย (ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 5 ประมวลจารึกอักษรไทย ภาพลายเส้นจำหลักบนแผ่นหินเกี่ยวกับเรื่องชาดกต่างๆ ในชาดกห้าร้อยชาติ ที่ประดับไว้ในเจดียย์วัดศรีชุม สุโขทัย, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2515)

(ซ้าย) ฤาษี 5 ตน นั่งท่าโยคาสนะ บนทับหลังชั้นใน ด้านทิศตะวันออก ของปราสาทประธานที่ปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์ อายุราว พ.ศ. 1650
ทับหลังแผ่นนี้จำหลักรูปฤาษี 5 ตนประทับนั่งในท่าโยคาสนะ คือท่านั่งชันเข่าทั้งสองข้างแล้วเอาเท้าไขว้กัน อย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในปราสาทขอม หลายครั้งมักพบว่าจะสลักรูปสายโยคปัฏฏ์รัดไว้ที่หน้าแข้ง แต่ไม่มีในภาพสลักรูปนี้ (คำอธิบายโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ)
(ขวา) โภชาชานียชาดก—ท่านั่งชันเข่าแบบนักบวชและคนชั้นสูง จากลายสลักบนแผ่นหินเรื่องชาดก ในอุโมงค์วัดศรีชุม จ. สุโขทัย (ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 5 ประมวลจารึกอักษรไทย ภาพลายเส้นจำหลักบนแผ่นหินเกี่ยวกับเรื่องชาดกต่างๆ ในชาดกห้าร้อยชาติ ที่ประดับไว้ในเจดียย์วัดศรีชุม สุโขทัย, คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2515)

นั่งห้อยขา

           คนชั้นสูงนั่งห้อยขาข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งพับไว้ เพราะนั่งบนที่นั่งรองก้นสูงขึ้นกว่าพื้นปกติ เช่น จอมปลวก, โขดหิน, ตั่ง, เก้าอี้, ฯลฯ

           ประเพณีอย่างนี้ นักวิชาการอธิบายว่าน่าจะมีต้นแบบจากวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย พบหลักฐานเก่าสุดในไทยคือพระพุทธรูปสลักหิน ประทับนั่งห้อยพระบาทสองข้าง (ยุคทวารวดี) พบที่วัดพระเมรุ จ. นครปฐม} else {