มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2558

 

วัฒนธรรมร่วมอาเซียน (24)

ฟ้อนระบำรำเต้น

 

           คนอุษาคเนย์กางแขน ถ่างขา ย่อเข่า เป็นหลักในการฟ้อนระบำรำเต้น เรียกสามัญลักษณะ ที่ศัพท์ละครไทยเรียกท่ายืด (ทำเข่าตรง) กับ ท่ายุบ (ทำย่อเข่า)

           ท่าเต้น ถ่างขา ย่อเข่า เป็นมุมฉาก ได้จากทำเลียนแบบให้เหมือนกบศักดิ์สิทธิ์ เรียกท่ากบ ยกย่องเป็นท่าเต้นศักดิ์สิทธิ์

           มีหลักฐานภาพสลักตามปราสาทหินในกัมพูชาและไทย เช่น ท่ารำศิวนาฏราช บนหน้าบันปราสาทพนมรุ้ง (บุรีรัมย์) และท่าโนรา, โขน, ละคร (พระ นาง ยักษ์ ลิง) กับ legon ของอินโดนีเซีย

 

เต้นท่ากบ

           ยกมือสองข้าง กางแขนและถ่างขาตั้งฉากคล้ายกบ

           กบ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพชนคนอาเซียนยกย่องอย่างสูงเมื่อไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เป็นสัญลักษณ์ของกำเนิด เพราะมีรูปร่างเหมือนมดลูกของแม่ และเป็นผู้บันดาลน้ำฝนให้ทำนา

           มีภาพเขียนสีราว 3,000 ปีมาแล้ว พบมากที่มณฑลกวางสี ในจีนตอนใต้ หลักแหล่งของพวกจ้วง พูดภาษาตระกูลลาว-ไทย ทำนาข้าวเหนียว ปลูกเรือนเสาสูง

           ภาพเขียนสีแบบนี้ ยังพบแพร่กระจายบนหน้าผาและผนังถ้ำในไทย ตั้งแต่ภาคอีสาน ถึงภาคกลาง

           กลุ่มคนทั่วไปบริเวณสองฝั่งโขงบางแห่ง เช่น ในอีสาน ยังเต้นท่ากบทำก้นเตี้ย (โดยธรรมชาติ) เมื่อมีการละเล่นในงานประเพณีพิธีกรรม เช่น เซิ้งบั้งไฟ, โยนโคลน, มวยโบราณ, บวชควาย (คนเล่นเป็นควายในพิธีขอฝน ชื่อนี้ตั้งเรียกใหม่ สมัยโบราณเรียกอย่างอื่น)

culture(24)12-06-58 2-1

culture(24)12-06-58 2-2

culture(24)12-06-58 2-3

ฟ้อนยืดยุบ

           แอ่นมือสองข้าง กางแขน ย่อเข่า ทำท่าเหมือนยืดขึ้น ยุบลง สลับกัน

           ฟ้อนยืดยุบเก่าสุด พบในภาพลายเส้นสลักบนภาชนะโลหะสัมฤทธิ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว เช่น ขวานสัมฤทธิ์, กลองทองสัมฤทธิ์ (มโหระทึก) ในภาคเหนือของเวียดนาม

           แบบแผนนาฏยศาสตร์ของอินเดียโบราณ มิได้มีอิทธิพลเหนือแบบแผนการละเล่นเต้นฟ้อนที่มีพัฒนาการบริเวณสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์มาแต่ดั้งเดิม

           ท่าฟ้อนรำศิวนาฏราชที่หน้าบันปราสาทพนมรุ้ง จ. บุรีรัมย์ และที่ปราสาทอื่นๆ ทั้งที่อยู่ในดินแดนไทยและดินแดนกัมพูชา ล้วนแสดงลีลาแตกต่างจากท่ารำของอินเดีย แต่เป็นท่าฟ้อนรำของท้องถิ่น ดังที่มีปรากฏอยู่กับท่าฟ้อนรำของบรรดานางอัปสรทั้งที่ปราสาทนครวัดและปราสาทบายน

           (ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสนาพราหมณ์ในราชอาณาจักรขอม, เรียบเรียงจากบทความของ Kamaleswar Bhattacharya เรื่อง Les Religions Brahmaniques dans I’ Ancien Cambodge d’ apres I’ Epigraphie et I’ Iconographie, คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดพิมพ์, 2516.)

           ท่ารำ 108 จากเมืองจิทัมพรัม (อินเดียใต้) พบไม่มากในประติมากรรมของภูมิภาคอุษาคเนย์ และไม่มีอิทธิพลมากนักในท่าเต้นฟ้อนโขนละครในไทยและในเพื่อนบ้าน ถ้าจะมีบ้างก็เป็นเพียงท่าดิบ, ท่าตาย คล้ายท่านิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว ให้เข้ากับเนื้อเรื่องที่ต้องแสดงเป็นมหาเทพองค์สำคัญๆ

           ฟ้อนรำในนาฏศิลป์อินเดีย แตกต่างกับฟ้อนรำของผืนแผ่นดินใหญ่ภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีลักษณะแตกต่างกับฟ้อนรำไทยมากทั้งในจังหวะซึ่งคล่องแคล่วว่องไวรวดเร็วกว่าของไทย และการใช้อวัยวะต่างๆ ซึ่งดูออกจะหนักหน่วงและเด็ดขาดกว่าการใช้อวัยวะในฟ้อนรำไทย ท่ารำต่างๆ ของอินเดียในสมัยก่อน ซึ่งปรากฏเป็นตำรับตำรานั้น หากจะพิจารณาแล้วก็เห็นว่าไม่มีความคล้ายคลึงกับท่ารำของไทย

           (นาฏศิลป์ไทย โดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2526)

culture(24)12-06-58 4-1

culture(24)12-06-58 4-2

culture(24)12-06-58 4-3