มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2558

 

เพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรม

       กรมศิลปากรและกระทรวงวัฒนธรรม มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อความอยู่รอดเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงกระตือรือร้นผลักดันข้าราชการรุ่นใหม่เร่งรัดพัฒนาตนเอง

       “โดยการแสวงหาแนวทางนำทุนทางวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่า และพัฒนาแนวทางบริหารจัดการในส่วนของการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรม”

       เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพากันหมกมุ่น “ฟูมฟายอดีต ปิดปัจจุบัน บั่นทอนอนาคต”

       แล้วหลงทางให้ความสำคัญที่ศิลปกรรมทางศาสนาและมรดกของคนชั้นสูง เพื่อสนองความเป็นชาติ และธำรงอำนาจของคนชั้นนำตามจารีตกลุ่มเล็กๆของรัฐราชสมบัติลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง อย่างเดียว

       วิธีคิดอย่างนี้ต่อต้านความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมือง และเป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดสร้างสรรค์ ถึงขั้นพูดจาประสาคนกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

       เมื่อมีผู้ทักท้วงด้วยความปรารถนาดี ก็พากันออกอาการฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดโกรธา แล้วไม่พิจารณาตัวเอง มีแต่โทษคนอื่นว่าไม่เข้าใจพวกตน

       เสมือนยกตนเป็นศูนย์กลางที่คนอื่นต้องเข้าหาทำความเข้าใจ โดยตัวเองไม่พยายามพัฒนาวิธีคิดและวิธีทำของตนเองเลย

       ถ้าจะอยู่ร่วมกับสังคมอย่างมีประโยชน์ ควรทำดังนี้

  1. ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีคิด

       เริ่มด้วยยอมรับความจริงตามหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่า

       ประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ และบรรพชนไทยก็เป็นพวกเดียวกับบรรพชนอุษาคเนย์ วัฒนธรรมไทยย่อมเป็นวัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์

       คนไทย เป็นชื่อทางวัฒนธรรมที่สมมุติขึ้นเรียกคนหลายชาติพันธุ์ (เช่น มอญ-เขมร, ชวา-มลายู, ไทย-ลาว, ฯลฯ และเจ๊กจีน) ที่ประสมประสานกันแล้วมีหลักแหล่งอยู่รวมกันเป็นบ้านเมืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง

       ไม่มีอะไรพิเศษพิสดารแตกต่างจากคนอื่นๆในอุษาคเนย์

       มีผู้ส่งสำเนาข้อความย่อหน้าหนึ่งมาให้อ่าน เป็นของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเขียนไว้นานแล้ว ไม่รู้เมื่อไร แต่มีข้อความเตือนให้มีสติและรู้เท่าทันวัฒนธรรม โดยไม่หลงใหลไปกับแนวคิดชาตินิยมแล้วหลับหูหลับตาอนุรักษ์อย่างสุดโต่ง มิฉะนั้นจะไปไม่รอด ดังนี้

       “ให้สนใจวัฒนธรรมไทย ให้ดูวัฒนธรรมไทยด้วยความรู้จักในเรื่องดีเรื่องงาม ไม่ใช่มองวัฒนธรรมของไทยในทัศนะชาตินิยม คือไม่ใช่หลับตาส่งเสริม หลับตาถ่ายทอด ว่าอะไรเป็นของไทยแล้วต้องกัดฟันรักษาไว้ให้ได้ ถ้ากระทำเช่นนั้นแล้ววัฒนธรรมเห็นจะอยู่ไม่รอด”

  1. ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงวิธีทำ

       โดยปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับวิธีคิด(ในข้อ 1)ตามความจริงทางประวัติศาสตร์สังคมอย่างมีชีวิตชีวา

       เมื่อ ลด ละ เลิก วิธีคิดและวิธีทำอันพ้นสมัยหมดแล้ว ความเป็นสมัยใหม่ก็ตามมาเอง และความคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เริ่มมีแสงสว่าง

       เมื่อนั้นก็เริ่มพูดจาประสาคนกับคนอื่นรู้เรื่อง

       แล้วค่อยหารือกันต่อไป ว่าทำอย่างไรจะนำทุนทางวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าและบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรม อย่างมีคุณค่าและมูลค่าไปพร้อมกัน