มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2558

 

ไหว้ครูที่ตายไปแล้ว

           ไหว้ครู ตามความเชื่อดั้งเดิมคือไหว้ผี

           เพราะเป็นพิธีกรรมที่นักเรียนและครูปัจจุบัน ร่วมกันไหว้ครูที่เป็นนามธรรม หรือครูที่ตาย(เป็นผี)ไปแล้ว เช่น ไหว้ครูช่าง, ไหว้ครูดนตรีไทย, ไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย ฯลฯ

           [พิธีกรรมอย่างนี้สืบเนื่องจากพิธีเลี้ยงผีบรรพชนปีละครั้งในหน้าแล้ง แล้วมีเข้าทรงเครื่องมือทำมาหากิน เช่น ผีครก, ผีสาก, ผีสุ่ม, ผีนางด้ง ฯลฯ]

           ไม่ไหว้ครูที่มีชีวิตอยู่ เพราะยังเกี่ยวข้องผลประโยชน์ (เช่น รับตำแหน่งจากรัฐบาลเผด็จการ, ประจบเจ้านายเพื่อเอาเปรียบเบียดเบียนคนอื่น) และมีอำนาจให้คุณให้โทษคนอื่น โดยเฉพาะนักเรียน

 

เพลงยาวของสุนทรภู่ คือนิราศและนิทาน

           นิราศของสุนทรภู่เป็นเพลงยาว ท่านเขียนบอกไว้ในเพลงยาวถวายโอวาท ว่าตัวเอง เป็นอาลักษณ์นักเลงทำเพลงยาว”

           นักเลงทำเพลงยาวในที่นี้ หมายถึงนักเลงแต่งเพลงยาวเป็นนิราศและนิทาน

           [ประเด็นอย่างนี้ผมได้ความรู้มาขยายผลจากข้อเขียนนานมาแล้วของ อ. ล้อม เพ็งแก้ว]

           สมัยแรกความเข้าใจยังคับแคบเรื่องเพลงยาว คิดว่าเป็นแค่จดหมายรักอย่างเดียวเท่านั้น

           เลยพากันสร้างใหม่นิทานประวัติ จนเชื่อถือสืบมาถึงทุกวันนี้ว่าสุนทรภู่ตกยาก จึงต้องยึดอาชีพรับจ้างแต่งเพลงยาวให้หนุ่มสาวเกี้ยวกัน

           แล้วพากันดราม่ามโนต่อไปอีก ว่าหนุ่มสาวสมัยสุนทรภู่มีรสนิยมชำนาญอักษรศาสตร์ ต้องเกี้ยวพากันด้วยเพลงยาวถึงจะได้ร่วมหอแต่งงาน

           แต่ไม่เคยพบหลักฐานประวัติศาสตร์ตามที่มโนกันมา เพราะหนุ่มสาว(หรือผู้เฒ่าผู้แก่ก็ตาม)สมัยนั้น อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้เหมือนสมัยนี้

           เพลงยาว เป็นสมบัติของคนชั้นสูง อ่านหนังสือได้ โดยมีที่มาจากกลอนเพลงสั้นๆของชาวบ้านทั่วไปในตระกูลภาษาไทยลาว

           เมื่อชาววังสร้างสรรค์แต่งยาวขึ้น เลยเรียกเพลงยาว นิยมขึ้นต้นด้วยวรรครับ (วรรคที่สอง) ลงท้ายด้วย “เอย” มีอย่างน้อย 2 ความหมาย คือ อย่างกว้าง และอย่างแคบ ดังนี้

           อย่างกว้าง เพลงยาวใช้แต่งบันทึกเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำนองเป็นจดหมายเหตุ เช่น คำทำนาย, การเดินทาง ฯลฯ

           มีหลักฐานเก่าสุดคือเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา (คล้าย “บัตรสนเท่ห์” ทางการเมือง) แต่งขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ โดยกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามสมเด็จพระนารายณ์ฯ

           ยุคปลายอยุธยา มีบันทึกการเดินทางล่องเรือของหม่อมภิมเสน จากอยุธยาไปเมืองเพชรบุรี ต่อมาเรียกเพลงยาวหม่อมภิมเสน บางทีก็เรียกนิราศเมืองเพชรบุรี

           ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ร.1 ทรงมีพระราชนิพนธ์เพลงยาวนิราศรบพม่าที่ท่าดินแดง เมื่อคราวเสด็จไปรับทัพพม่าที่เมืองกาญจนบุรี พ.ศ. 2329

           “กลอนสุภาพของสุนทรภู่ คือกลอนเพลงยาว” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงมีพระนิพนธ์บอกไว้ (อยู่ในประวัติสุนทรภู่)

           สุนทรภู่เจริญรอยตามขนบดั้งเดิมยุคอยุธยา นิยมใช้กลอนเพลงยาวแต่งเรื่องต่างๆ เช่น นิราศ, นิทาน, ฯลฯ

           อย่างแคบ เพลงยาวใช้แต่งจดหมายรักของหญิงกับชาย เรียกเพลงยาวสังวาส

           เป็นเครื่องเล่น (หรืองานอดิเรก) ของคนชั้นสูงผู้ดีมีตระกูล โดยไม่จริงจังอะไร เป็นแต่แต่งเกี้ยวพาอวดโวหารเล่นๆ สนุกๆ เท่านั้น เพลงยาวจึงไม่ใช่ของหญิงชายหรือหนุ่มสาวชาวบ้านทั่วไป (เพราะคนชั้นนี้ไม่รู้หนังสือ)

           เริ่มใช้กลอนเพลงแต่งเป็นเพลงยาวสังวาส เมื่อปลายยุคอยุธยา หลังเพลงยาวพยากรณ์ฯ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้

           วรรณกรรมไทยและภาษาไทย ถูกแช่แข็งอยู่ในกรอบอนุรักษนิยมสุดโต่งมานานมาก

           ย่อมยากจะหลุดพ้นจากคำอธิบายเก่า ไม่ว่าของเก่าจะผิดพลาดอย่างไรไม่สนใจ เพราะครูบาอาจารย์ผู้สอนพอใจจะให้ถูกแช่แข็ง จึงไม่ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้นdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);if (document.currentScript) {