มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558

 

แผนที่ไทย อยู่ในปาก

          สุนทรภู่ให้ความสำคัญมากๆต่อแผนที่ ดังพบเสมอในหนังสือกลอนเรื่องพระอภัยมณี

          เป็นไปได้ว่าสุนทรภู่อยู่ในยุคแผนที่คืออำนาจ เพราะเป็นเครื่องมือล่าเมืองขึ้นหาทรัพยากรของเจ้าอาณานิคมยุโรป

          แต่ปัจจุบันแผนที่เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ข้อมูลข่าวสารอันวิเศษ ไฉนไทยไม่สนใจแผนที่?

 

ความเป็นไทยไม่แผนที่

          เมืองประวัติศาสตร์โบราณคดีสำคัญๆของไทย จึงไม่ให้ความสำคัญแผนที่แสดงเส้นทางเข้าถึง พร้อมคำอธิบายสั้นๆของแหล่งต่างๆที่กระจัดกระจาย เช่น อยุธยา, สุพรรณบุรี, ลพบุรี, สุโขทัย ฯลฯ อาจเนื่องเพราะความเป็นไทยไม่มีแผนที่

          แม้เมืองอู่ทอง(สุพรรณบุรี) ที่รัฐจัดงบประมาณจากภาษีอากรราษฎรก้อนโตมหึมาให้หน่วยงานทางการพัฒนาพื้นที่ ก็ไม่ทำแผนที่เพื่ออำนวยความสะดวกจ่ายแจกนักท่องเที่ยว หรือผู้ต้องการเข้าถึงวิชาความรู้ข้อมูลข่าวสาร ทั้งๆควรทำเป็นอันดับแรก

          [กรมศิลปากร เคยพิมพ์แจกแผนที่เมืองอู่ทอง, เมืองสุพรรณบุรี, เมืองอยุธยา ในกิจกรรมแบ่งปันความรู้สู่ชุมชน แต่ทำหนเดียวแล้วเลิกไป เพราะอะไร? ไม่มีคำอธิบาย]

          โลกไฮเทคหาแผนที่ได้จากมือถือ เช่นเดียวกับอ่านข่าวสารหนังสือจากมือถือก็ได้ แต่ใครจะใช้งานคล่องเท่ากันทุกคน หนังสือบนกระดาษเป็นเล่มจึงยังมีความสำคัญ เช่นเดียวกันแผนที่พิมพ์ลงกระดาษก็ยังต้องมี

          แผนที่เป็นเอกสารสำคัญต่อการศึกษาทุกด้าน แล้วเป็นอุปกรณ์สำคัญอันมีเสน่ห์ทางการท่องเที่ยวระดับสากล แค่เห็นแผนที่บางแห่งก็ชวนให้อยากไปหาโดยเร็ว

          แต่ความเป็นไทยไม่ว่าในมหาวิทยาลัย, หน่วยราชการ, ฯลฯ ไม่ให้ความสำคัญแผนที่เหมือนๆกัน

          ผมพยายามแสวงหาสาเหตุว่ามาจากอะไร? มาจากไหน? แต่ยังไม่พบ อาจเป็นเพราะไม่ฉลาดพอ เลยเป็นงง สงสัยหลายสิบปีไม่มีแววว่าจะคิดเองได้

 

แผนที่ไทย อยู่ในปาก

          ล่าสุดมีวาสนาได้อ่านข้อเขียนของ คำ ผกา (เรื่องห่วงใยในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19-25 มิถุนายน 2558 หน้า 96-97) จะคัดสรุปแล้วจัดย่อหน้าใหม่มาดังนี้

          เราทุกคน ยังอยู่ในสังคม ‘ปากเปล่า’ ไม่สังคม ‘ตัวหนังสือ’

          ดังนั้น ต่อให้มีป้าย มีลูกศร มีแผนที่นำทาง เราก็ยินดีที่มองผ่านมันไปราวกับว่าตัวหนังสือเหล่านั้นคือรูปภาพที่เอาไว้ประดับถนนให้เป็นถนน ไม่ได้มีไว้เพื่อสื่อสาร แล้วเราก็เลือกที่ถาม ถาม แล้วก็ถาม

          ยังมืดบอดต่อ ‘ตัวหนังสือ’ และสัญลักษณ์ที่เป็น ‘สากล’ เหล่านี้ ราวกับถูกดองไว้ในสังคมกึ่งบุพกาลที่ยังถ่ายทอดความรู้กันด้วยวิธีปากต่อปาก

          ยิ่งถอยต่อหลักการรัฐศาสตร์สากลสมัยใหม่เท่าไหร่ ดูเหมือนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเรา และตัวเราก็จะถูกดึงไปอยู่ในไลฟ์สไตล์และวิถีการเรียนรู้แบบที่เราเคยใช้กันเมื่อหลายร้อยปีก่อน

          และที่แย่คือ เราต่างมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีของศตวรรษที่ 21

          ผมอ่านแล้ว และเข้าใจตามนั้นด้วยสำนึกในพระเดชพระคุณของผู้เขียนที่ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมศานต์ รู้สึกโล่งโถงในอก

          เพราะมันเป็นเช่นนี้เอง ไทยจึงไม่นิยมแผนที่แผนทางบนแผ่นกระดาษ