มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2558

 

ปลาช่อน ในพิธีขอฝนของชาวบ้าน

           พิธีขอฝนของชุมชนท้องถิ่นดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว เมื่อมีราชสำนักได้รับสืบทอดมาเรียกพระราชพิธีพรุณศาสตร์

           ร.5 ทรงมีพระราชนิพนธ์แยกพิธีนี้ออกเป็นสองส่วน คือ พิธีพราหมณ์ และพิธีหลวงแท้

           ทรงเห็นว่าพิธีพราหมณ์ “เร่อร่าหยาบคาย”

           ในส่วนพิธีหลวงแท้ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบายไว้ จะสรุปมาดังนี้

           ได้มีการแปรความหมายให้อิงกับพุทธศาสนาไปเสียหมดแล้ว จึงดูเรียบร้อยไม่มีอะไรอุจาด แม้แต่ปลาช่อนซึ่งปรากฏในบทร้องของชาวบ้านเสมอ ก็ถูกตีความให้หมายถึงหัวหน้าปลาพระโพธิสัตว์ในวาริชชาดก ซึ่งอธิษฐานขอฝนมาช่วยฝูงสัตว์น้ำในหนองให้พ้นจากภัยของพวกนกกา

plachon23-06-58 1

           แต่ปลาช่อนในบทร้องของชาวบ้านนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่เกี่ยวกับชาดกแต่อย่างไร เช่น “นิมนต์พระมา สวดคาถาปลาช่อน ปั้นเมฆเสียก่อน —–”

           เมฆในพิธีพราหมณ์ของหลวงคือรูปหญิงชายเปลือยกาย ทาปูนขาว

           ปลาช่อนของชาวบ้านจะหมายถึงอะไร มีความในอีกบทหนึ่งว่า

           “นิมนต์ขรัวชั่ว        สวดคาถาปลาช่อน

           ขี้เมฆสองก้อน       มีละครสามวัน

           จับคนชนกัน          ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา…”

           น่าเป็นไปได้ว่าในสมัยโบราณนานไกลนั้น พิธีเรียกฝนของหลวงกับของชาวบ้านคงมีเนื้อหาสาระไม่ต่างกันนัก

           ที่เรียกกันว่าพิธีพราหมณ์นั้น หมายความแต่เพียงว่าพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีเท่านั้น แต่อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับลัทธิศาสนาพราหมณ์โดยสาระเลยก็ได้

           นักปราชญ์แต่ก่อนมักจะยกอะไรที่ไม่ใช่พุทธให้พราหมณ์ไปหมด ทำให้ละเลยความสำคัญของความเชื่อพื้นถิ่นพื้นฐานของประชาชนในแถบนี้ไป

           เมื่อก่อนหน้าที่พิธีกรรมของหลวงจะแปรเปลี่ยนไปดังเช่นสมัยหลังนั้น พิธีกรรมเหล่านั้นน่าจะมีสาระสำคัญอย่างเดียวกับที่ชาวบ้านพึงเข้าใจได้ หลวงเพียงแต่ทำให้พิธีกรรมนั้นโอ่อ่าขึ้นและขลังขึ้นด้วยการมีพราหมณ์เข้าไปร่วมประกอบพิธี แต่เนื้อหาสำคัญคือเรื่อง “เร่อร่าหยาบคาย” ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป และเป็นหลักสำคัญของพิธีต่อมาจนถึงสมัยหลัง

           แม้เมื่อราชสำนักทนต่อความหยาบคายเช่นนี้ไม่ได้แล้ว ก็ยังไม่สามารถเลิกหลักสำคัญของพิธีได้ จึงค่อยๆแยกพิธีออกเป็นสองส่วน ปล่อยความหยาบคายไว้กับพวกพราหมณ์ซึ่งไปทำพิธีกันนอกเมือง ส่วนของหลวงแท้ทำกันที่วัดพระแก้ว และไม่มีอะไรที่หยาบคายเหลืออยู่ในพิธีอีกเลย

           การแยกพิธีเป็นสองส่วนนี้เพิ่งมาทำกันในสมัยบางกอกนี่เอง

phakhaoma cover

           [สรุปจากบทความเรื่องแห่นางแมวกับ “วิกฤต” ในวัฒนธรรมชาวนา โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งแรกในศิลปวัฒนธรรมฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 รวมเล่มในชุด ผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น, กางเกงใน และ ฯลฯ ครั้งแรก พ.ศ. 2538 ครั้งที่สอง พ.ศ. 2558]