มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2558

 

มิวเซียมของทางการไทย

          ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ “มิวเซียมสยาม” และรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ตอบคำถามว่า “หลายคนมองว่ามิวเซียมในประเทศไทยล้าสมัย?” ดังนี้

          ราเมศ ถ้าเป็นของรัฐ โดยเฉพาะกรมศิลป์ ก็ต้องเข้าใจบทบาท หน้าที่ หรือข้อจำกัดด้วย คือ

          หน่วยงานรัฐทุกหน่วยเป็นเครื่องมือของประชาชน การจะบอกว่ากรมศิลป์ต้องทำนั่นนี่ ต้องมองว่ามีกฎกติกาอะไรบ้าง เราคาดหวังไกลเกินกว่ากฎหมายที่มีอยู่

          ปัจจัยอีกอย่างที่สำคัญคือเรื่องงบประมาณ ผมใช้คำว่าผู้หลักผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของการพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรม แต่การให้ความสำคัญจะอยู่ลำดับท้ายๆ แล้วพอการเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก สิ่งที่อยู่ท้ายๆ มักจะหลุดกระบวนการพัฒนา

          ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยว่า มิวเซียมในประเทศไทยจึงไม่ต่างจากเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เราจะว่ากรมศิลป์ไม่ได้

          นี่คือสภาพสังคมไทย เมื่อนโยบายไม่ไป งบประมาณไม่ถึง คนเข้ามาทำงานตรงนี้ก็ยาก

          และเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อสถาบันการศึกษาด้วย การผลิตบุคลากรด้านมิวเซียม ส่วนใหญ่ที่กรมศิลป์มาจาก ม.ศิลปากร ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ซึ่งบุคลากรตรงนี้ก็เริ่มร่อยหรอลง สัมพันธ์กันหมด

          [100 ปีที่ต้องก้าวข้าม สัมภาษณ์ ราเมศ พรหมเย็น ขอ ‘มิวเซียม’ แทรกตัวเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดย เชตวัน เตือประโคน และวจนา วรรลยางกูร (มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 หน้า 13)]

 

กรมศิลป์เคยทำแล้ว แต่เจ๊ง

          กฎหมาย, งบประมาณ, กำลังคน ฯลฯ เป็นข้ออ้าง“สำเร็จรูป”ใช้แก้ตัวทั่วไปของราชการไทยทั่วประเทศที่จะเช้าชามเย็นชาม

          [เฉพาะกรมศิลปากรมีข้ออ้างอย่างนี้ราว 50 ปีมาแล้ว เคยได้ยินตั้งแต่ผมถูกรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยศิลปากร จนทุกวันนี้ น่าเชื่อว่าจะได้ยินไปจนกว่าจะตายจากกัน]

          เท่าที่รู้จากคำบอกเล่าของอดีตผู้บริหารระดับสูงหลายคนของกรมศิลปากร รวมทั้งที่เคยไปดูไปเห็นมาเองหลายแห่ง

          สรุปว่ากฎหมาย หรือกฎกติกามารยาท มอบบทบาทหน้าที่กรมศิลปากรดูแลกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) ทั่วประเทศ โดยมีข้อจำกัดบ้าง แต่ไม่มาก หรือถ้าจะมีก็แก้ไขได้ ไม่ยาก ไม่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

          แต่ส่วนมาก หรือเกือบทั้งหมด มักอ้างระเบียบภายในโน่นนี่นั่นที่กำหนดกันเองตามประสาราชการ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เช่น

          1. ห้ามถ่ายรูป เป็นระเบียบที่กรมศิลปากรสร้างขึ้นเอง (ตามแนวคิดอำนาจนิยม) จะมีหรือยกเลิกเมื่อไรก็ได้ แต่ใช้เป็นข้ออ้างราวอาญาสิทธิ์ของสวรรค์ พอถูกตำหนิติเตียนมากๆจากสังคม ก็ยกเลิกระเบียบได้ง่ายๆชั่วพริบตา ให้ถ่ายรูปได้ตามสะดวก

          2. พิพิธภัณฑ์เมือง จัดแสดงบอกเล่าความเป็นมาของบ้านเมืองที่ พช. ตั้งอยู่ เช่น พช. ขอนแก่น บอกเล่าความเป็นมาของ จ. ขอนแก่น และปริมณฑล เป็นต้น

          มีข่าวลง นสพ. ว่ารัฐบาลสมัยก่อนจัดสรรงบประมาณจากภาษีอากรราษฎร ราว 1,400 ล้านบาท ให้กรมศิลปากรปรับเปลี่ยน พช. ทั่วประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์เมือง

          แต่ประสิทธิภาพอ่อนแอของผู้บริหารจัดการและคิวเรเตอร์ (ภัณฑารักษ์) ที่ขาดความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นๆ จึงไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป แล้วหาคนเข้าชมไม่พบ

          นานเข้าก็ลืม หรือแกล้งไม่จำ แต่เหลือซากบางแห่งเป็นผักชีโรยหน้า หรือเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความล้มเหลวตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกว่าพันล้านบาท

          ปัญหาของกรมศิลปากร มีผู้รู้จำนวนมากเห็นตรงกันว่าหาผู้ชมไม่พบ เพราะขาดแนวทางชัดเจนว่าทำ พช. เพื่ออะไร? เพื่อใคร? จึงไม่สร้างคน หรือสร้างไว้ไม่ตรงตามต้องการ (เพราะไม่รู้ต้องการอะไร?) ต้องเอาตัวรอดโดยยึดแนวทางดั้งเดิมเมื่อ 100 ปีที่แล้ว

 

เล่นขายของ

          การผลิตบุคลากรด้านมิวเซียมของสถาบันอุดมศึกษาในไทยให้กรมศิลปากร ผู้เรียนจบมาแล้วจำนวนหนึ่งบอกว่าเหมือนเล่นขายของ, เล่นหม้อข้าวหม้อแกง แล้วได้ปริญญาเป็นภัณฑารักษ์ของทางการ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่และอิทธิพลในสังคมไทย

          นักศึกษาเป็นเหยื่อ ซึ่งน่าเห็นใจอย่างยิ่ง แต่คนไทยเป็นเหยื่อยิ่งกว่า

          ขอให้พิจารณากันเองว่า มิวเซียมไทยของทางการไทยในนาม พช. จะมีสภาพอย่างไร?

          เลยชวนให้กังวลใจว่ามิวเซียมสยามทำท่าจะแปรเป็นพิพิธภัณฑ์กรมศิลป์ภาคส่วนเยาวชน