มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2558

 

เข้าซ่อง ท่องเที่ยววิถีไทย

          คลิปอื้อฉาวของนักเตะบางคนในทีมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ พูดจาดูถูกหญิงไทยที่ตนเองซื้อบริการ

          สะท้อนภาพหลายๆอย่างทางสังคม อย่างหนึ่งคือตอกย้ำภาพการท่องเที่ยวไทยตามความเป็นจริงที่ไม่ได้สวยงามนัก ดังที่เคยปรากฏในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง

          รวมถึงการเดินทางมาเยือนไทยของทีมนักเตะต่างชาติในหลายๆครั้ง นั่นคือการเข้ามาเที่ยวและซื้อบริการหญิงไทย

          นักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทยเองรู้ว่าหากจะซื้อบริการทางเพศจะต้องไปยังสถานที่ใด จังหวัดใด

          แต่ทัศนคติว่าโสเภณีทำให้ประเทศเสียภาพลักษณ์ก็ยังคงอยู่ เป็นความขัดแย้งในตัวเองที่อาจต้องถกเถียงกันอย่างจริงจัง

          [สรุปจากบทบรรณาธิการ เหยียดสาวไทย ในข่าวสด ฉบับวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558 หน้า 2]

 

 

มือถือสาก ปากถือศีล

          โสเภณี เป็นทรัพยากรท่องเที่ยวอย่างหนึ่งที่สำคัญมากของไทย

          ซ่องโสเภณีถูกต้องตามกฎหมายมีทั่วประเทศ แต่เลี่ยงใช้ในนามอาบอบนวด(และนาบ) ส่วนโสเภณีพวกหนึ่งเป็นที่รู้จักในนาม“หมอนวด”

          เป็นธุรกิจขนาดยักษ์นับหมื่นล้าน (หรือมากกว่านั้น) ที่เจ้าของบางคนมักแสดงตนธรรมะธัมโม เข้าวัดเข้าวา เรียกหาศีลธรรม

          ก่อนหน้านี้ในยุคสงครามเวียดนาม มีหญิงบริการขายตัวผูกปีเรียก“เมียเช่า” ให้ทหารอเมริกันที่มาตั้งค่ายในไทยไปทิ้งระเบิดเวียดนาม

          รายได้จากขายการท่องเที่ยวไทยปีละเป็นแสนๆล้าน ที่รัฐบาลไทยประกาศอย่างภาคภูมิ ส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อยได้จากโสเภณีพวกนี้เอง

          แต่สังคมไทยไม่ยอมรับการมีอยู่จริงของโสเภณี แถมดูถูกเหยียดหยามเอง เหยียบย่ำซ้ำเติมเอง (ไม่ต้องรอฝรั่งนักเตะ)

          สังคมไทยมีสำนวนสุภาษิตคำพังเพยไม่น้อย เช่น

          (1.) เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง หมายถึง ไม่ชอบ แต่อยากได้ผลประโยชน์

          (2.) มือถือสาก ปากถือศีล หมายถึง คนทำชั่วที่ปากพร่ำพูดแต่ความดี

 

 

ซ่องและโสเภณียุคอยุธยา

          สมัยกรุงศรีอยุธยา มีซ่องและมีโสเภณีอย่างเปิดเผยและเป็นทางการ ไม่มือถือสาก ปากถือศีล เหมือนยุคกรุงเทพฯ

          เอกสารจากหอหลวง(ของราชสำนัก)ระบุว่าที่ตลาดบ้านจีน อยู่ปากคลองขุนละครชัย (คลองตะเคียน) มีโสเภณี 4 โรง รับจ้างทำชำเราแก่บุรุษ

          ส่วนเอกสารของลาลูแบร์ บันทึกว่าเจ้าของซ่องโสเภณีซึ่งเป็นชายผู้หนึ่ง มีหญิงโสเภณีอยู่ในปกครองของตนมากถึง 600 คน

          ในกรุงศรีอยุธยา สามีเป็นผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดในครอบครัว ถึงขนาดอาจขายบุตรธิดาและภรรยาทั้งหลายได้

          ฉะนั้นบรรดาโสเภณีในกรุง นอกจากเป็นลูกสาวชาวบ้านทั่วไปแล้ว ยังมีบุตรีและภรรยาของขุนนางที่ถูกขายมาเป็นโสเภณีด้วย

          ลาลูแบร์บอกว่าซ่องแห่งหนึ่งมีโสเภณีล้วนเป็นบุตรีขุนนางที่ขึ้นหน้าขึ้นตาทั้งนั้น

          เจ้าของซ่องโสเภณีแห่งหนึ่งในพระนครศรีอยุธยาเป็นขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์สูงชื่อออกญามีน

          ซ่องโสเภณีในกรุงเหล่านี้ไม่ได้ลักลอบตั้งขึ้น แต่ตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะซ่องทุกแห่งต้องส่งเงินภาษีเข้าท้องพระคลังหลวง