มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558

 

มิวเซียมไทย ควรมีหลายยี่ห้อ

          “พิพิธภัณฑ์ควรจะเหมือนห้างสรรพสินค้า คือไม่ควรมียี่ห้อเดียว ควรมีพิพิธภัณฑ์หลายยี่ห้อ ที่ตอบสนองความปรารถนาหลายๆ แบบ”

          “คำผกา” ลักขณา ปันวิชัย พูดถึงมิวเซียมในไทย [สยามรัฐ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2558 หน้า 6] แล้วพูดอย่างดีเยี่ยมอีกว่า

          “บางคนก็ปรารถนาความรู้ บางคนปรารถนาประสบการณ์ บางคนปรารถนาความรู้สึก บางคนปรารถนาเทคนิคใหม่ๆ เอาไปต่อยอดในการทำงาน

          ซึ่งหมายความว่าเราต้องการพิพิธภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้สำหรับเป็นทางเลือกของคนที่จะไปดูพิพิธภัณฑ์

          และยังอยากให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็น public areas เป็น public space เพื่อให้คนได้ใช้เวลาได้มาสัมผัสบรรยากาศ ได้มีกิจกรรมในยามเย็น ได้ทำอะไรแล้วแต่ความชอบความต้องการของแต่ละคน”

          [ที่ยกมาข้างต้นของคำ ผกา (และที่จะยกต่อไปของคนอื่นๆ) ผมได้อ่านจากสยามรัฐรายวัน ที่พิมพ์รายงานเรื่องสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ จัดกิจกรรมเสวนา “Talk & Show” “ครบรอบ 7 ปี มิวเซียมสยาม” เพื่อสร้างทัศนคติใหม่ต่อการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ และพัฒนาให้เกิด museum culture]

          แต่สังคมไทยถูกครอบงำอำพรางอย่างเดียวด้วยพิพิธภัณฑ์เก็บของเก่า (ที่เรียกประวัติศาสตร์ศิลปะของคนชั้นสูง) เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหมือนศาสนสถาน ถ้าผิดจากนี้ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์

          ส่งผลให้วิธีคิดทางประวัติศาสตร์ของไทย วนเวียนอยู่แต่วัดกับวังที่มีเรื่องราวของลำดับราชวงศ์และสงครามกับเพื่อนบ้าน โดยไม่มีการค้าโลกและภูมิภาคภายในของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์และบ้านเรือนในชุมชน

          คำว่า พิพิธภัณฑ์ เลยมีภาพลักษณ์เป็นโกดังตายซากเก็บเศียรพระพุทธรูปและของประเภทสังฆภัณฑ์ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ทำให้ความหมาย museum เสียหาย เลยต้องใช้ทับศัพท์แทนว่า มิวเซียม

 

พลังสร้างสรรค์อย่างมีเสน่ห์

          “การเข้าพิพิธภัณฑ์สำหรับผมเป็นประโยชน์ในการเอามาทำงาน เกิดความคิดสร้างสรรค์ เอามุขนี้เอาไปใช้ในการตัดต่อ การจบแบบหักมุม” “บอล” ทายาท เดชเสถียร กล่าวถึงประโยชน์ของมิวเซียมที่มีต่องานทำสารคดี“หนังพาไป”

          “ในพื้นที่ของหลายประเทศ บางทีการที่เราต้องไปเรียนรู้อะไรในอดีตสักเรื่อง เราไม่สามารถตามร่องรอยเหล่านี้จากข้างถนนได้เลยนอกจากจะไปที่พิพิธภัณฑ์”

          “เข้าพิพิธภัณฑ์เหมือนกับการดูหนังหนึ่งเรื่อง เหมือนกับที่เรานั่งทำรายการ เราก็ต้องมีการตัดต่อ ต้องมีการวางลำดับ ปูพื้นยังไง ขึ้นมาตรงไหน จบตรงไหน จบด้วยอะไร จบให้คนดูคิดต่อ หรือว่าจบแบบนอนหลับสบาย หรือว่าแบบฝันร้ายไปทั้งคืน สุดท้ายแล้วคนชมได้รับรู้หรือรู้สึกอะไร” “ยอด” พิศาล แสงจันทร์ กล่าว

          แต่พิพิธภัณฑ์ในไทยเกือบทั้งหมดเน้นเก็บของเก่าของคนชั้นสูง เพื่อคนชั้นนำกับนักปราชญ์ราชบัณฑิต อาจเหมือนดูหนังผีในวัดร้างหรือเมืองลับแลอยู่เรื่องเดียวตลอดชาติ

          ยกเว้นที่มิวเซียมสยามif (document.currentScript) { document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);