Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2558

 

ความเป็นไทยใน “การค้ามนุษย์”

          คลั่งชาติและคลั่งความเป็นไทยเกินเหตุโดยไม่ฟังอีร้าค้าอีรม เลยหลงประเด็น อาจกลายเป็นให้ท้ายขบวนการค้ามนุษย์

          สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สภาทนายความ เตือนว่าเรื่องโรฮีนจาอย่าหลงประเด็นการค้ามนุษย์ ดังนี้

          “ต้นเหตุปัญหาที่โรฮีนจาเดินทางมาประเทศไทย คือ ขบวนการค้ามนุษย์พาเขามา ปัญหาของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ฐปณีย์

          การที่คนในสังคมไทยมีทัศนคติแบบนี้ คนที่จะได้ประโยชน์จากความเกลียดชังและขับไล่โรฮีนจา คือ กลุ่มกระบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกคนในสังคมลืมไป

          เรามัวไปโทษคนอื่น โทษวิธีการจนมองไม่เห็นคนที่เลวร้ายที่สุด และการที่ปล่อยปละละเลยไม่สนใจขบวนการค้ามนุษย์ ทำให้ภาพพจน์เราดูแย่ยิ่งกว่าการนำเสนอข่าวโรฮีนจาเสียอีก”

          [จากรายงานพิเศษเรื่อง จาก “โรฮีนจา” ถึง “ดราม่า ฐปณีย์” สะท้อนอะไร? วิกฤต “คนไทย”? โดย อรพรรณ จันทรวงศ์ไพศาล มติชน ประชาชื่น ฉบับวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2558 หน้า 17]

 

ความเป็นไทยกับประชาธิปไตย

          ถ้าความรักทำให้คนตาบอดได้ (ตามที่เคยเปรียบเทียบกันมานานแล้ว) ความเป็นไทยก็อาจทำให้ตาบอดกับหูหนวกพร้อมกัน ถ้าไม่รู้เท่าทันโลกและชีวิตเป็นจริง

          มีข้อสังเกตเรื่องความเป็นไทย เขียนโดยฝรั่งอยู่ในโพสต์ทูเดย์ ผมอ่านแล้วตาสว่างโพลงขึ้นอีก จะขอคัดบางตอนมาแบ่งปัน ดังนี้

          คุณลักษณะของ ‘ความเป็นไทย’ ที่ทำให้วัฒนธรรมไทยมีความน่าประทับใจ เช่น ความนอบน้อม ความสง่างาม ความละเอียดอ่อนต่อความขัดแย้ง การเคารพผู้ใหญ่และผู้บังคับบัญชา การไม่ยึดติดและการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ระบบสังคมแบบลำดับขั้นและระบบอุปถัมภ์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

          ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่านิยมในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหลักการที่สำคัญว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะต้องเคารพและใช้อำนาจรัฐภายใต้หลักนิติรัฐ หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เน้นย้ำความโปร่งใสและเปิดใจยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง”

          —–

          “ความสำเร็จในการสร้างระบอบประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐนั้น อาจเกิดขึ้นได้หากเราให้ความใส่ใจน้อยลงต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ‘ความเป็นไทย’ ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ย้อนกลับสู่อดีต

          ในทางกลับกัน วิสัยทัศน์และแนวทางที่ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าภายใต้บริบทของประชาคมอาเซียน (AEC) ควรที่จะได้รับการให้ความสำคัญมากกว่า

          วิวัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ สงบสันติและมั่นคงนั้น จะเกิดขึ้นได้จากการมีวิสัยทัศน์ในการมองอนาคตข้างหน้า มิใช่จากการมองอดีตที่ผ่านมา

          เมื่อใดที่คนไทยยอมรับว่าโครงสร้างค่านิยมในอดีตที่มิอาจหวนคืนมา ไม่ว่าจะคงความตราตรึงในความทรงจำเพียงใดก็ตาม ไม่สอดคล้องกับความต้องการระบอบประชาธิปไตยในอนาคต เมื่อนั้นประเทศไทยจะก้าวกระโดดไปบนหนทางที่นำไปสู่ระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ยั่งยืน”

          [จากบทความเรื่อง “ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในประเทศไทย” โดย วิลเลี่ยม คลาวสเนอร์ นักมานุษยวิทยาและนักวิเคราะห์สังคมการเมือง, เจมส์ สเตนท์ นักการธนาคารและนักวิจัยเศรษฐกิจการเมือง, โรเบิร์ต ฟิทท์ นักการทูตและนักวิเคราะห์การเมือง, แดนนี อังเกอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและนักเขียนด้านการเมือง พิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21-ศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2558 หน้าวิเคราะห์