มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2558

 

พิธีศพยุคดึกดำบรรพ์

          พิธีศพ ก็คือพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย (ที่ยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์เข้าใจความตายต่างจากยุคนี้)

          เป็นพิธีกรรมสำคัญที่สุดของมนุษย์อย่างน้อยตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว สืบถึงปัจจุบัน

          คนมีฐานะทางสังคม เช่น หัวหน้าเผ่าพันธุ์ หรือหมอผี เมื่อตายไป คนทั้งชุมชนร่วมกันทำพิธีศพใหญ่โต มีเครื่องมือเครื่องใช้ฝังไปกับศพ เช่น โลหะต่างๆ ฯลฯ เหลือไว้ให้ขุดพบในยุคปัจจุบัน เช่น บ้านเชียง (อุดรธานี)

          แต่ถ้าคนทั่วไปตายลงก็ทิ้งให้แร้งกากินจนไม่เหลือซาก

 

ฝังศพ

          พิธีศพไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือธรรมดา เครือญาติจะเก็บศพไว้หลายวันหลายคืนเพื่อรอขวัญกลับสู่ร่างเดิม โดยกินเลี้ยงกินเหล้าแล้วขับลำบอกเล่าเรื่องราวต่างๆของเผ่าพันธุ์ (เป็นต้นแบบมหรสพงานศพทุกวันนี้)

          เมื่อเอาศพไปฝังลงหลุมต้องเอาเครื่องมือเครื่องใช้ใส่ลงไปด้วย เชื่อว่าจะได้ติดตัวไปใช้เมื่อขวัญคืนร่าง

          ฉะนั้นในหลุมศพจึงมีสิ่งของมากมายล้วนแสดงฐานะของผู้ตายว่าเป็นคนสำคัญ

 

โกศใส่ศพนั่ง

          คนบางกลุ่มมีประเพณีฝังศพงอเข่าไว้กับอก บางทีเอาศพงอเข่าใส่ไหไปฝัง ฯลฯ อย่างนี้เรียกกันภายหลังว่าประเพณีศพนั่ง (แบบที่เรียกนั่งยองๆ หรือนั่งชันเข่า) สืบเนื่องมาถึงสมัยหลังคือศพเจ้านายในพระบรมโกศ

          [คำว่า โกศ ยืมจากภาษาบาลี-สันสกฤต แต่ประเพณีศพนั่งในโกศ ไม่พบหลักฐานว่าเคยมีในอินเดีย]

          แต่ที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง คือ พิธีศพครั้งที่ 2 เริ่มจากครั้งแรกเอาคนตายไปฝังดินไว้ให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยยุ่ยสลายไปกับดินจนเหลือแต่กระดูก แล้วทำศพอีกครั้ง ด้วยการเก็บกระดูกใส่ภาชนะ เช่น ไหหิน ที่ทุ่งไหหินในลาว, หม้อดินเผาใส่กระดูกพบทั่วไป แต่ที่มีขนาดใหญ่ พบแถบทุ่งกุลาร้องไห้

          แม้แต่การเก็บกระดูกคนตายไว้ตามกำแพงวัด ก็สืบเนื่องจากประเพณีดึกดำบรรพ์ อย่างนี้เอง

funeral28-05-58 2

สร้างเจดีย์คร่อมที่ฝังศพ

          แหล่งฝังศพยุคดึกดำบรรพ์ไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจสะพรึงกลัวอย่างทุกวันนี้เรียก ป่าช้า (หมายถึงเลวทรามต่ำช้า) ป่าเลว (เห้ว, เปลว) ฯลฯ

          แต่คนเมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว ยกย่องพื้นที่ฝังศพเป็นบริเวณศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของผีบรรพชน

          เมื่อรับพุทธศาสนาในภายหลังจึงยกบริเวณนั้นสร้างสถูปเจดีย์เป็นพุทธสถานคร่อมทับที่ฝังศพก็มี เช่น ปราสาทพิมาย (อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) และวัดชมชื่น ที่เมืองเชลียง (อ. ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย) ฯลฯd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);