มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2558

 

รถยนต์ รัฐเอกราชเคลื่อนที่

           บนถนนในไทย คนขับรถยนต์เหมือนจอมเผด็จการผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐเอกราช

           [ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่จำจากข้อเขียนของนักปราชญ์ เมื่อนานมาแล้ว]

           ทุกอย่างนอกรถเป็นข้าทาสบริวารทั้งนั้น จึงไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ แม้สิ่งนั้นคือกฎจราจร หรือทางม้าลาย

           ดังนั้น จักรยานและคนเดินดินกินข้าวราดแกงข้างถนน จึงไม่มีความหมาย

           ทั้งนี้ มีต้นเหตุจากความแข็งแกร่งและกว้างขวางของระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจของไทยที่มีลำดับชั้นทางสังคมสืบเนื่องมายาวนานตั้งแต่โบราณกาล

           ถ้าสังคมไทยยังสืบเนื่องวัฒนธรรมอย่างนี้ รถยนต์ย่อมมีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใดบนท้องถนน คนต้องล้มตายและพิการอีกมากต่อไป

           เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่เสมอภาค ไม่เท่าเทียม

 

บ้านนอกเข้ากรุง

           ในกรุงเทพฯ มีชุมชนคนบ้านนอกเกลื่อนไปทุกซอกทุกมุม

           ผู้ดีและคนดีของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อยสืบโคตรย้อนกลับไปก็ไม่พ้นบ้านนอกขอกตื้อสะดือจุ่น

           “โลกเราทั้งใบ เพิ่งกลายเป็นประชากรเมืองกันไม่ถึง 200 ปีที่ผ่านมา”

           นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในข้อเขียนเรื่องนักท่องเที่ยวจีนคือตัวเรา (มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10-16 เมษายน 2558) เลยยิ่งมองเห็นตัวเองชัดขึ้นอีก

           เงื่อนไขและบรรยากาศของเมือง บังคับให้เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินไปไม่น้อย เหมือนกลายเป็นคนอีกประเภทหนึ่ง “เพราะรากเหง้าเดิมของคนส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นชนบทกันทั้งนั้น” (ตามที่ อ. นิธิ เขียนบอก)

           โดยเฉพาะคนเอเชีย “อดีตและปัจจุบัน (รวมถึงอนาคต) ของคนเอเชียอยู่ใกล้กันมาก”

           ส่วนใหญ่ของคนเมืองในเอเชียยังมีอดีตชนบทอยู่ในตัว เพราะเพิ่งจากมาไม่นาน ไม่แต่อดีตฝังอยู่ในความทรงจำเท่านั้น แต่มีอดีต “ตัวเป็นๆ” อยู่ในชีวิตด้วย

           “เพราะพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องอีกไม่น้อยยังใช้ชีวิตอยู่ในชนบท บางคนต้องส่งเงินไปช่วยเหลือเจือจุนญาติพี่น้องเหล่านั้น หรือเป็นสถานีสังคมสงเคราะห์ให้แก่ญาติพี่น้องจากชนบทผู้ต้องการพึ่งพิง หรือความช่วยเหลือ” อ. นิธิ บอกอย่างนั้น

           จนทุกวันนี้ผมยังล้าหลังทางเทคโนโลยี แม้จะออกจากหมู่บ้านในป่าดงเข้าเมือง (กรุงเทพฯ) แล้วอยู่นานมากกว่า 50 ปี แต่ยังมีคราบไคลของชุมชนหมู่บ้านฉาบอยู่ทั้งตัวและหัวใจ จึงขี้ตื่นขี้กลัวไม่หายต่องานที่เป็นทางการ และความก้าวหน้าทันสมัยของเมืองและคนเมือง จนทุกวันนี้ยังไม่กล้าข้ามถนนคนเดียวแม้บนทางม้าลาย

           ความตื่นกลัว จึงวางตัวไม่ถูกจริตคนเมือง

           ประกอบกับแนวคิดดิบๆแบบบ้านๆ เลยส่งผลให้ถูกจำกัดและถูกกำจัดจากสังคมเมืองไปอยู่ชายขอบของสังคมd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);