มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2558

 

คนฝูงนี้มีนกหวีดไม่การเมือง

           อาจารย์นักวิชาการมหาวิทยาลัยฝูงหนึ่ง (ซึ่งไม่น้อย) แสดงตนเป็นคนดี ไม่การเมือง

           แต่คนฝูงนี้มีใส่ปลอกคอแขวนนกหวีด เคยรวมกันไปเป่าปรี๊ดแตกเต็มถนนชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อวิงวอนร้องขอกำลังทหารยึดอำนาจกำจัดประชาธิปไตย

           คนฝูงนี้มีนกหวีดไม่การเมือง จึงต่อต้านและคุกคามฝ่ายประชาธิปไตย เพราะพวกพ้องตัวเองไม่ชนะ

           เท่ากับไม่การเมืองเป็นข้ออ้างบังหน้า แต่เนื้อแท้แล้วเพื่อเอาเปรียบทางการเมืองของ ผู้เป็นนายและของตน

           เสมือนคำบรรยายของอาจารย์นักวิชาการว่าศาสนาบริสุทธิ์ ไม่การเมือง แต่เนื้อแท้แล้วศาสนาทำงานการเมืองให้พระเจ้าอโศก หรือพระเจ้าอโศกใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

นักวิชาการก็พอกันกับนักการเมือง

           สถานะอันตกต่ำยิ่งในทางการเมืองของนักวิชาการ มีผู้รู้อธิบายว่าเป็นปัญหาอันเนื่องแต่ร่างรัฐธรรมนูญ มีจุดเริ่มจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในแม่น้ำ 5 สาย จากรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

           มีในข้อเขียนเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ “ใหม่” บาทาลูบพักตร์ “นักวิชาการ” ล่อนจ้อน เปล่าเปลือย (คอลัมน์กรองกระแส มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 พฤษภาคม 2558 หน้า 9) แล้วบอกไว้อีก ดังนี้

 

กิเลส ตัณหา นักวิชาการ

           สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ได้ส่งบทบาทของปัญญาชนนักวิชาการขึ้นสูงเด่น เพราะว่าเป็นกองหน้าและสะพานเชื่อมอย่างสำคัญในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สังคมเชื่อว่า ปัญญาชน นักวิชาการ เป็นพลังบริสุทธิ์

           ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเมือง สถานะของปัญญาชน นักวิชาการก็เริ่มแปรเปลี่ยน จากที่เคยเป็นสีขาวบริสุทธิ์สะอาด เริ่มมีมลทิน มัวหมอง เป็นสีเทาและกระทั่งดำคล้ำ

           โดยเฉพาะก่อนและหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และมีความเด่นชัดเป็นอย่างยิ่งในห้วงก่อนและหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

           พวกเขาเคลื่อนไหวเพื่อไต่เต้าทางการเมือง ที่เลวร้ายอย่างยิ่งก็คือเขาสมาทานประโยชน์จากกระบวนการรัฐประหาร เขาเหยียบย่ำไปบนหัวของชาวบ้านโดยไม่เคยสนใจต่ออารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้าน

 

สถานะ สังคม ปัญญาชน นักวิชาการ

           พูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง ของปัญญาชนนักวิชาการ เห็นได้จาก

           ปาก ปัญญาชน นักวิชาการ โจมตี เหยียดหยาม ประณาม นักการเมือง ขณะเดียวกัน แต่การกระทำ ซึ่งเป็นจริงก็คือเขาประพฤติปฏิบัติแทบไม่ต่างไปจากนักการเมือง

           ทั้งเลียนแบบนักการเมืองชั้นเลว ที่เขาเคยประณามหยามหมิ่น

           อย่าได้แปลกใจที่ ณ วันนี้ ชาวบ้านเริ่มประจักษ์ในธาตุแท้และความเป็นจริงของปัญญาชน นักวิชาการ ว่าเป็นเช่นไร

           ความเคารพ เชื่อมั่น ศรัทธา ที่เคยมีจึงเริ่มถดถอย โรยรา

           สถานะในทางสังคมของปัญญาชน นักวิชาการ จึงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากปุถุชนคนธรรมดาโดยทั่วไป

           เปี่ยมด้วยกิเลส ตัณหา ทะยานอยาก ซ้ำยังจะมากยิ่งกว่าด้วยซ้ำ

           ทั้งหมดนี้ คัดโดยสรุปจากมติชนสุดสัปดาห์ มาแบ่งปันให้กว้างขวางไปอีก จะได้ร่วมกันรู้เท่าทันมากๆถึงสันดานนักวิชาการ